Categories
ขนมไทย

ขนมพระพาย ขนมสีหวานแสนน่ารัก

ขนมพระพาย

ขนมพระพาย นอกจากจะเป็นขนมที่มีรูปร่างหน้าตา และสีสันที่สวยงามน่ารับประทานแล้วยังเป็น ขนมไทยชาววัง ที่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ กล่าวคือ ขุนพิทักษ์ราชกิจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระพิทักษ์ราชกิจ และได้จัดพิธีแต่งงานขึ้น ชาววิเสท (คนทำกับข้าวในวังหลวง) จึงได้คิดค้นขนมเพื่อใช้ในพิธีแต่งงาน ซึ่งนั้นก็คือ ขนม พระ พาย ที่ทำมาจากข้าวเหนียว สอดไส้ด้วยถั่วกวน โดยทั้งสองสิ่งนี้ก็มีความหมายที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมพระพาย ขนมมงคลความหมายดี

สำหรับชื่อของขนมพระพาย มีความหมายว่า ลม สื่อถึงความสงบร่มเย็น ชื่อนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อระลึกถึงงานแต่งงานของพระพิทักษ์ราชกิจ วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำเองก็มีความหมาย เช่น ข้าวเหนียว หมายถึง ความรักที่กลมเกลียวเหนียวแน่น , พระพายไส้ถั่วกวน รสชาติหวานเหมือนความรักที่หวานชื่น ฯลฯ ดังนั้น จึงกลายเป็น ขนมไทยมงคล ที่ชาววังนิยมใช้กันในงานแต่งงาน

วัตถุดิบ ทำขนม พระ พาย

  1. แป้งข้าวเหนียว 1 1/2 ถ้วยตวง
  2. สีผสมอาหาร หรือสีธรรมชาติตามชอบ
  3. น้ำเปล่า สำหรับต้มขนม
  4. ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งสุก 1 ถ้วยตวง
  5. น้ำตาลมะพร้าว 50 กรัม
  6. น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม
  7. แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  8. เกลือป่น
  9. กะทิ สำหรับใส่ไส้ขนม 100 มิลลิลิตร
  10. กะทิ สำหรับราดหน้าขนม 150 มิลลิลิตร
  11. กะทิ สำหรับใส่ตัวขนม 1 ช้อนโต๊ะ
ขนมพระพาย

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  1. ขั้นตอนแรกนำถั่วเขียวนึ่งสุกมาปั่นให้ละเอียด จากนั้นใส่ลงไปในกระทะเติมน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลทราย กะทิสำหรับใส่ไส้ขนม และใส่เกลือเล็กน้อย เปิดเตาด้วยไฟอ่อนแล้วผัดให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน ผัดตลอดเวลาจนกว่าไส้จะแห้งจับตัวกันเป็นก้อน เสร็จแล้วปิดเตาพักไว้ให้เย็น
  2. เมื่อรอจนถั่วเขียวเย็นแล้วให้นำมาปั้นเป็นก้อน (ขนาดเท่าเหรียญสิบ) เพื่อเตรียมไส้ขนมพระพาย
  3. ต่อมาให้ใส่กะทิสำหรับทำราดหน้าขนมลงไปในหม้อ ตามด้วยแป้งข้าวจ้าว และเกลือป่นเล็กน้อย คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันก่อนจะเปิดเตาด้วยไฟอ่อน คนต่อจนกระทั่งน้ำกะทิเดือด และมีความข้น
  4. ใส่แป้งข้าวเหนียวลงไปในชามผสม ใส่กะทิเล็กน้อยแล้วใช้มือนวดให้เข้ากัน ทยอยเติมน้ำเปล่าระหว่างนวดจนแป้งจับตัวก้อน 
  5. แบ่งแป้งออกเป็นส่วนๆใส่ชามผสมตามจำนวนสีที่ต้องการใช้ และใส่สีลงไปนวดให้เข้ากันกับแป้ง จากนั้นปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลม แผ่ออกให้บางแล้วใส่ไส้ที่เตรียมไว้ลงไปตรงกลาง ก่อนจะปั้นเป็นรูปวงกลมห่อหุ้มไส้ ทำซ้ำจนกว่าส่วนผสมจะหมด
  6.  ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่ขนมที่ปั้นไว้ลงไปในหม้อ เมื่อเริ่มสุกแล้วตัวขนมจะลอยขึ้นมา ให้ต้มต่ออีก 5 นาที เพื่อให้แป้งและไส้สุกทั่วกัน จากนั้นตักขนมขึ้นมาพักไว้ให้คลายความร้อนเล็กน้อย
  7. จัดขนมใส่ถ้วยตะไล หรือภาชนะตามต้องการ ราดหน้าขนมด้วยน้ำกะทิที่เตรียมไว้ เป็นอันเสร็จสิ้นพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ
ขนมพระพาย

หลังจากจบบทความนี้แล้ว เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้ทำความรู้จักขนมพระพาย กันมากขึ้น ทั้งประวัติความเป็นมาของ ขนมมงคลความหมายดี รวมถึง สูตรขนมพระพาย และวัตถุดิบในการทำขนม จนสามารถนำไปทำทานได้ด้วยตัวเอง ทำเพื่อมอบให้กับคนพิเศษ หรือจะทำเพื่อใช้ในพิธีแต่งงานเพื่อเพิ่มความหวาน ด้วยขนมหน้าตาน่ารัก และความหมายดี

สนับสนุนโดย : https://hilospec.com

Categories
ขนมไทย

ขนม ปั้นขลิบ หรือปั้นสิบ ขนมไทยโบราณ

ขนม ปั้นขลิบ

หากกล่าวถึง ขนม ปั้นขลิบ หรือปั้นสิบ หลายคนคงไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่เมื่อเห็นหน้าตาของขนมแล้วคงคิดอีกว่าเป็นขนมกะกรี่ปั๊บชิ้นเล็ก ซึ่งขนมทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างที่รู้สึกได้เมื่อรับประทาน นั้นก็คือปั้นสิบมีความกรอบและแข็งมากกว่ากะหรี่ปั๊บ ทานเป็นขนมของว่างคู่ชากาแฟได้เข้ากันเป็นอย่างดี

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนม ปั้นขลิบ ไส้ปลาทูน่า

ขนมปั้นขลิบ ถือเป็น ขนมไทยหาทานยาก มากในปัจจุบัน เพราะขั้นตอนวิธีการทำที่หลายขั้นตอน ประกอบด้วยขั้นตอนการทำแป้ง และไส้ของขนม ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยม ขนมปั้นสิบไส้ปลา แต่ก็สามารถรังสรรค์ได้หลายไส้ทั้งคาวหวาน ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ หรือแม้แต่ถั่วเขียว สับปะรดกวน ฯลฯ หากใครอยากลองทำรับประทานด้วยตัวเองต้องใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบเล็กน้อย และเทคนิคเล็กๆในการปั้นขนมให้เป็นรูปทรงน่ารับประทาน

วัตถุดิบทำไส้ปลาทูน่า

  1. เนื้อปลาทูน่าฉีก หรือปลาทูน่ากระป๋อง 125 กรัม 
  2. ถั่วลิสงค์คั่วบดละเอียด 150 กรัม                                           
  3. รากผักชีซอย 4 ราก
  4. พริกไทยขาวเม็ด 1/2 ช้อนชา
  5. หัวไชโป้หวานสับละเอียด 50 กรัม                                            
  6. หอมแดงซอย 160 กรัม
  7. น้ำตาลปี๊บ 90 กรัม                                               
  8. น้ำปลา 1 ช้อนชา                                              
  9. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา                                              
  10. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  11. น้ำมันหอมเจียว 1 + ½ ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบทำตัวแป้ง

  1. แป้งเอนกประสงค์ตราว่าว 300 กรัม                           
  2. น้ำมันพืชถั่วเหลือง 75 กรัม
  3. น้ำปูนใส 60 กรัม                         
  4. น้ำเปล่าเย็น 75 กรัม
  5. น้ำตาลทราย 15 กรัม
  6. เกลือ 1 ช้อนชา
ขนม ปั้นขลิบ

ขั้นตอนวิธีการทำไส้ทูน่าขนม ปั้นขลิบ

  1. ขั้นตอนแรกในการทำ ไส้ขนมปั้นขลิบ นำรากผักชี และพริกไทยขาวมาโขลกรวมกันให้ละเอียด 
  2. ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนรอให้ร้อนแล้วปรับเป็นไฟกลางค่อนอ่อน ใส่หอมแดงซอยลงไปเจียวจนเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองอ่อน ให้ตักขึ้นมาพักไว้บนตะแกรงที่รองด้วยกระดาษทิชชู่เพื่อซับน้ำมัน
  3. เตรียมชามผสมใส่น้ำตาลปี๊บ เกลือ น้ำปลา และซีอิ๊วขาว ใช้ช้อนคนเครื่องปรุงให้ละลายเข้ากัน จากนั้นตั้งกระทะด้วยไฟกลางค่อนอ่อน ใส่น้ำมันหอมเจียวลงไป ตามด้วยส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 ลงไปผัดให้หอมแล้วใส่หัวไชโป้สับลงไปผัดต่อจนสุก แล้วใส่เนื้อทูน่ากับเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ลงไปผัดต่อ
  4. เมื่อผัดส่วนผสมจนเข้ากันดีแล้วใส่ถั่วลิสงบด และหอมเจียวลงไปผัดให้เข้ากันด้วยไฟอ่อนจนไส้เริ่มแห้งติดกัน เสร็จแล้วปิดเตานำออกมาใส่จานพักไว้จนเย็นสนิท 
  5. นำไส้ทูน่าขนม ปั้นขลิบ มาปั้นเป็นก้อนกลมน้ำหนักประมาณ 5 กรัม พักไว้ในถาด

ขั้นตอนวิธีการทำแป้งขนม

  1. ขั้นตอนการทำ แป้งขนมปั้นขลิบ เริ่มจากการร่อนแป้งอเนกประสงค์ใส่ลงไปในชามผสม ตามด้วยน้ำตาลทราย และเกลือ ใช้ไม้พายคนให้เข้ากันแล้วใส่น้ำปูนใส น้ำเปล่า และน้ำมันพืชลงไป ใช้ไม้พายคนเล็กน้อยแล้วใช้มือนวดให้ส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน และคลึงเป็นก้อนกลมห่อด้วยฟิล์มถนอมอาหาร พักไว้เป็นเวลา 30 นาที
  2. ครบเวลาแล้วให้แบ่งตัดแป้งให้ได้ขนาดชิ้นละ 6 กรัม แล้วปั้นเป็นก้อนกลม คลุมด้วยแผ่นพลาสติกเพื่อไม่ให้แป้งแห้ง 
  3. นำแป้งมาแผ่เป็นแผ่นกลมบนฝ่ามือ วางไส้ที่เตรียมไว้ตรงกลางแผ่นแป้งแล้วห่อให้มิด ใช้นิ้วขลิบจีบให้สวยงามจนเป็นทรงคล้ายกระหรี่ปั๊บชิ้นเล็ก
  4. หลังจากที่ห่อแป้งเสร็จแล้วให้ตากลมไว้สักครู่เพื่อให้ผิวขนมแห้ง ก่อนจะนำไปทอด
  5. ตั้งน้ำมันให้พอร้อนด้วยไฟอ่อน เมื่อเริ่มร้อนแล้วให้ใส่ขนมลงไปทอดด้วยไฟอ่อนค่อนกลาง เมื่อผิวขนมตึง และเปลี่ยนเป็นสีขาวด้านแล้วให้ตักออกมาพักไว้ให้พออุ่น 
  6. ตั้งน้ำมันด้วยไฟกลางค่อนอ่อน นำขนมลงไปทอดเป็นรอบที่สองจนขนมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เสร็จแล้วตักขึ้นไปพักไว้บนตะแกรงจนเย็น เป็นอันเสร็จสิ้นรับประทานได้เลย
ขนม ปั้นขลิบ

เคล็ดลับความอร่อยของขนม ปั้นขลิบ นั้นอยู่ที่ไส้ของขนม หากจะทำเป็นไส้เนื้อสัตว์ต้องคัดสรรเนื้อสัตว์ที่สดใหม่ เพื่อลดกลิ่นเหม็นคาวของเนื้อสัตว์เมื่อนำมาทำ ขนมหวานไทย สำหรับใครที่อยากลองรับประทาน อย่าลืมนำสูตรนี้ไปปรับใช้กันนะคะ

สนับสนุนโดย : https://hilospec.com

Categories
ขนมไทย

มะพร้าวแก้ว ขนมของดีเชียงคาน รสชาติถูกปาก

มะพร้าวแก้ว

มะพร้าวแก้ว ขนมหวานที่ถูกจัดให้เป็นของดีประจำเชียงคาน เมืองท่องเที่ยวเล็กๆริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย โดยวัตถุดิบหลักทำมาจากการแปรรูปมะพร้าวที่มีปลูกอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าว กลายเป็นสินค้า OTOP ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และสร้างอาชีพให้กับคนในพื้นที่ ซึ่งมะพร้าวแก้วนั้นเป็นขนมไทยที่มีรสชาติหวานอร่อย ทำง่าย เหมาะจะเป็นขนมหวานรับประทานเล่น สามารถเก็บไว้ได้นาน อีกทั้งเนื้อมะพร้าวยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ 

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ มะพร้าวแก้ว สูตรกรุบกรอบ หวานกำลังดี

หากใครเคยไปท่องเที่ยวที่เชียงคานแล้วละก็ ต้องได้พบเจอกับ มะพร้าวแก้ว มากมายหลากหลายสูตร และสีสันที่แต่งเติมเข้าไปให้น่ารับประทานมากขึ้น โดยมีทั้ง มะพร้าวแก้วนิ่ม และมะพร้าวแก้วกรอบ ที่อร่อยแตกต่างกันด้วยเนื้อสัมผัส แต่ปัญหาหลักของใครหลายๆคนก็คือ เมื่อซื้อมาแล้วรสชาติกลับหวานจนเกิดความเลี่ยน หากใครไม่ชอบทานหวานแล้วเป็นต้องส่ายหัวเลยทันที เราจึงได้นำ สูตรมะพร้าวแก้วหวานน้อย มาให้ทุกคนได้ลองทำทานด้วยตัวเองกันแบบง่ายๆ ด้วยวัตถุดิบที่สามารถหาได้ทั่วไป ไม่ต้องเดินทางไปทานไกลถึงเชียงคาน

วัตถุดิบทำขนมมะพร้าวแก้ว

  1. มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 400 กรัม
  2. น้ำเปล่า 170 มิลลิลิตร
  3. น้ำตาลทราย 300 กรัม
  4. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  5. สารแต่งกลิ่นตามชอบ 1/4 ช้อนชา
  6. สีผสมอาหารตามชอบ
มะพร้าวแก้ว

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  1. ขั้นตอนแรกในการทำ มะพร้าวแก้ว ใส่น้ำตาลทราย เกลือ น้ำเปล่า และสารแต่งกลิ่นลงไปในกระทะ เปิดเตาด้วยไฟอ่อนค่อนกลางแล้วคนให้ส่วนผสมละลายดี จากนั้นปรับลดไฟลงเป็นไฟอ่อนใส่สีผสมอาหาร และเคี่ยวต่อให้น้ำเชื่อมมีความเหนียวเข้มข้นขึ้น 
  2. เมื่อน้ำเชื่อมได้ที่แล้วให้ใส่เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดลงไปผัดต่อ เพื่อให้น้ำเชื่อมแห้งเข้าเนื้อมะพร้าวจนไม่เหลือน้ำเชื่อมในกระทะเลย (ในขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานหน่อยนะคะ) เสร็จแล้วให้ปิดเตา ตักขนมให้เป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำใส่ภาชนะที่รองด้วยกระดาษไข รอให้เซทตัว เสร็จแล้วรับประทานได้เลยค่ะ
มะพร้าวแก้ว

อ่านกันจนมาถึงตรงนี้แล้วรู้หรือยังคะว่า มะพร้าวแก้ว ขนมไทยขายดี  ที่หลายๆคนชื่นชอบนี้เป็นหนึ่งใน ขนมไทยทำง่าย ที่มีขั้นตอนในการทำเพียงสองขั้นตอนเท่านั้น แม้ว่าคุณไม่เคยทำขนมไทยมาก่อนเลยก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง แถมวัตถุดิบในการทำนั้นยังหาได้ง่ายทั่วไป เนื่องจากวัตถุดิบหลักอย่างมะพร้าวมีการปลูก และนิยมนำมาขายทั่วไป หากใครชอบรับประทานมะพร้าวแล้วละก็ อย่าพลาดที่จะลองทำตามกันนะคะ

Categories
ขนมไทย

ขนม อาลัว กรอบนอกนุ่มใน หนึ่งในสูตรขนมไทยขายดี

ขนม อาลัว

ขนม อาลัว มีชื่อที่คล้ายคลึงกับ ขนมของต่างประเทศ นั่นก็เป็นเพราะว่าเป็น ขนมไทย อีกหนึ่งอย่างที่ท้าวทองกีบม้าเป็นคนรังสรรค์ขึ้นมา โดยต้นกำเนิดที่แท้จริงของขนมอยู่ที่ประเทศโปรตุเกส นำมาตั้งชื่อที่มีความหมายถึงขนมที่ยั่วยวนชวนให้รับประทาน  มีลักษณะเป็นขนมชิ้นเล็กสีหวาน เนื้อสัมผัสด้านนอกจะกรอบ แต่ด้านในนั้นกลับนุ่มลิ้นหวานละมุน หยิบทานเพลินอย่าบอกใครเลยละ

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนม อาลัว ขนมไทยทำง่าย

ในปัจจุบันนั้นขนมอาลัว ถือเป็น ขนมไทยยอดนิยม อีกหนึ่งอย่างที่คนไทยให้ความสนใจกันมาก ด้วยรสชาติที่อร่อยจนใครๆต่างหลงใหล ทั้งยังสามารถเก็บไว้ได้นาน นำใส่กล่องพกพาไปรับประทานได้สะดวก หลายคนจึงชื่นชอบ ขนมไทยโบราณ ชนิดนี้กันมาก แถมยังเป็นขนมที่ใช้วัตถุดิบในการทำน้อย แต่ขั้นตอนการทำนั้นต้องใช้ระยะเวลาสักนิด แต่เราจะพาทุกคนไปทำขนมอาลัวลดเวลา โดยใช้เตาอบแทนการนำขนมไปตากแดดกันค่ะ

วัตถุดิบทำขนมอาลัว

  1. แป้งเค้กหรือแป้งสาลีอเนกประสงค์ 65 กรัม 
  2. น้ำตาลทราย 150 กรัม
  3. กะทิ 250 มิลลิลิตร
  4. น้ำเปล่า 60 มิลลิลิตร
  5. สารแต่งกลิ่นมะลิ ½ ช้อนชา
  6. สีผสมอาหารตามชอบ
ขนม อาลัว

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  1. ขั้นตอนแรกในการทำขนมอาลัว ให้ใส่กะทิ และแป้งเค้กหรือแป้งสาลีอเนกประสงค์ลงไปในชามผสม ใช้ตะกร้อมือคนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน และนำไปกรองด้วยตะแกรงใส่ลงไปในกระทะเทฟล่อน หรือกระทะทองเหลือง
  2. ใช้ไม้พายคนส่วนผสมในกระทะให้เข้ากัน เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลายเข้ากันอีกครั้ง จากนั้นเติมสารแต่งกลิ่นมะลิลงไปคนให้เข้ากันก่อนทำขั้นตอนถัดไป
  3. เปิดไฟตั้งกระทะด้วยไฟกลางค่อนไฟแรง ใช้ไม้พายคนส่วนผสมตลอดเวลาจนกว่าส่วนผสมจะข้น แล้วปรับไฟลงเป็นไฟกลางค่อนอ่อน คนต่อให้ส่วนผสมร่อนจากกระทะ มีเนื้อเนียนเริ่มจับตัวเป็นก้อน ปิดเตาได้เลย
  4. นำแป้งออกมาแบ่งใส่ชามผสมตามจำนวนสีผสมอาหารที่เลือกใช้ ใส่สีผสมอาหารลงไปผสมให้เข้ากัน 
  5. ใส่แป้งอาลัวลงไปในถุงบีบ พร้อมใส่หัวบีบอาลัว จากนั้นเตรียมถาดรองอบรองด้วยกระดาษไข หรือกระดาษรองอบ บีบขนมลงไปให้ทั่วโดยห่างกันเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ขนมติดกัน 
  6. อบขนมด้วยเตาอบที่อุณหภูมิ 50 องศา ไฟบนล่าง เปิดพัดลม เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หรือจนกว่าขนมจะแห้งดี จากนั้นนำออกมาพลิกด้านขนมแล้วนำไปอบอีกครั้งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เป็นอันเสร็จสิ้นพักไว้ให้เย็นแล้วรับประทานได้เลยค่ะ
ขนม อาลัว

หลังจากจบบทความการทำ สูตรขนมอาลัวไม่ตากแดด เชื่อว่าหลายคนคงจะสามารถทำ ขนมอาลัว รับประทานกันได้เองที่บ้านแล้ว แต่หากใครจะทำขายก็นับว่าเป็น ขนมไทยขายดี ที่สามารถสร้างรายได้เสริมได้เป็นกอบเป็นกำ โดยขนมอาลัวนี้จริงๆแล้วมีอยู่สองชนิด คือ อาลัวชาววัง และอาลัวจิ๋ว ซึ่งสูตรที่เราเห็นได้บ่อยครั้งก็เห็นจะเป็นเจ้าอาลัวจิ๋วนี่แหละ

Categories
ขนมไทย

ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม รสชาติหวานมันเค็ม นุ่มละลายในปาก

ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม

ขนมยอดนิยมที่กำลังมีกระแสมาแรงในโลกโซเชียล ณ เวลานี้ คงจะหนีไม่พ้นเมนู ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม ซึ่งเป็นขนมที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันกับ “ขนมเปี๊ยะ” แต่จะมีความแตกต่างกันที่ รสชาติเนื้อนวลไข่เค็ม จะเหมือนขนมกลีบลำดวนมากกว่า คือ รสหวาน มัน เค็ม หลอมรวมกันเป็นความอร่อยที่ลงตัว ขอบอกว่าเนื้อกรอบนุ่มละลายในปากเลยทีเดียว

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม ขนมหวานยอดนิยม 

ขนมเนื้อนวลไข่เค็มเมนูขนมหวาน น้องใหม่ที่เราอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองทานกันดูสักครั้ง แต่ด้วยความที่รู้จักกันเพียงบางกลุ่มเท่านั้น จึงทำให้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆเหมือนขนมชนิดอื่น แต่แน่นอนว่าในอนาคตต้องได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เราจึงได้นำ สูตรขนมทำง่าย มาให้ทำทานด้วยตัวเองกันค่ะ 

วัตถุดิบทำขนมเนื้อนวล

  1. แป้งเค้ก ตราบัวแดง 200 กรัม
  2. แป้งสาลีอเนกประสงค์ ตราว่าว 20 กรัม
  3. น้ำตาลไอซิ่ง 75 กรัม
  4. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  5. น้ำมันรำข้าว 95 กรัม
  6. ไข่แดงเค็ม (สุก) 5 ฟอง

วัตถุดิบทำ ไข่แดงทาหน้าขนมเนื้อนวล

  1. ไข่แดงของไข่ไก่ 1 ฟอง
  2. น้ำมันพืช 1/2 ช้อนชา
ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม

ขั้นตอนวิธีการทำ เนื้อนวลไข่เค็ม สูตร

  1. ขั้นตอนแรกในการทำขนมเนื้อนวลไข่เค็ม เริ่มจากการร่อนส่วนผสมแห้งทั้งหมดรวมกันใส่ชามผสม (แป้งเค้ก แป้งสาลีอเนกประสงค์ น้ำตาลไอซิ่ง และเกลือป่น) ใช้ไม้พายเกลี่ยแป้งให้มีหลุมตรงกลาง จากนั้นใส่น้ำมันรำข้าวลงไปตะล่อมให้เข้ากัน และนวดสักครู่จนแป้งจับตัวเป็นก้อน
  2. นำส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 มาแบ่งช่างน้ำหนักให้ได้ก้อนละ 8 กรัม และปั้นให้เป็นวงกลมจนกว่าแป้งจะหมด วางเรียงกันในถาดรองอบรองด้วยกระดาษไข ปั้นเสร็จแล้วให้ใช้ผ้าขาวบางคลุมพักไว้
  3. ตัดแบ่งไข่แดงเค็มแดงให้มีขนาดเล็ก เพื่อเตรียมทำไส้ ขนมเนื้อนวล (ไข่แดง 1 ลูก สามารถแบ่งได้ 12 ชิ้น) 
  4. นำแป้งที่แบ่งไว้มาแผ่ให้แบนแล้วใส่ ไส้ไข่แดงเค็ม ลงไปตรงกลาง ทำการปั้นคลึงให้กลม เสร็จแล้ววางพักไว้ในถาดรองอบที่เดิม และห่อใส่ไส้ชิ้นต่อๆไปจนหมด
  5. วอร์มเตาอบด้วยอุณหภูมิ 160 องศา ไม่เปิดพัดลม เป็นเวลา 20 นาที ก่อนจะนำ เนื้อนวลไส้ไข่เค็ม ที่ปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วเข้าไปอบต่อด้วยอุณหภูมิเท่าเดิม 15-20 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุกดี 
  6. ระหว่างรอขนมสุกให้เตรียมไข่แดงทาหน้าขนม โดยนำไข่แดงของไข่ไก่มาคนผสมกันกับน้ำมันพืช (หากใครต้องการให้สีขนมเข้มขึ้น สามารถเพิ่มสีผสมอาหารได้เลย) เมื่อขนมสุกแล้วให้นำออกจากเตา ใช้แปรงหรือพู่กันทาหน้าขนมด้วยไข่แดงที่เตรียมไว้ รอให้หน้าหน้าขนมแห้งแล้วทาซ้ำอีกรอบ 
  7. นำขนมไปเข้าเตาอบเป็นรอบที่สอง โดยใช้ไฟเท่าเดิม แต่ใช้เวลาในการอบเพียง 5 นาทีเท่านั้น เสร็จแล้วนำออกจากเตาอบมาพักไว้ให้เย็นก่อนรับประทาน
ขนมเนื้อนวลไข่เค็ม

จบไปแล้วกับสูตรขนมเนื้อนวลไข่เค็ม ที่เราได้นำมาบอกต่อกันในบทความนี้ หากต้องการให้ขนมมีความหอมเย้ายวลชวนรับประทาน หลังอบเสร็จให้นำไป ขนมอบควันเทียน ต่อนะคะ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานให้มากยิ่งขึ้น และสำหรับใครที่ต้องการ สูตรขนมทำขาย นำไปสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเอง แนะนำให้ใช้สูตรนี้เลย เพราะซื้อง่ายขายคล่องแบบสุดๆ แถมต้นทุนในการทำยังไม่สูงด้วยนะ

Categories
ขนมไทย

ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน สูตรง่ายๆ แม้จะเป็นมือใหม่ก็ทำทานได้

ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน

หนึ่งในขนมไทยโบราณที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียว และได้รับความนิยมสูงสุดนั้นก็คือ ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน ขนมที่มีความอร่อย หวาน มัน เหนียวนุ่มเนื้อแป้ง ผสานกับความกรุบกรอบของเนื้อมะพร้าว จึงไม่แปลกใจเลยที่กลายเป็นขนมสุดโปรดของใครหลายๆคน แต่รู้หรือไม่ว่าขนมบ้าบิ่นนั้นมีตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา จนเป็นที่ขัดแย้งกันอยู่สองตำนาน บ้างก็ว่าถูกคิดค้นสูตรในสมัยรัตนโกสินทร์โดย “ป้าบิ่น” เป็นที่มาของชื่อขนม บ้างก็ว่าไม่ใช่ขนมไทยแท้ แต่เป็นขนมที่ถูกดัดแปลงมาจากขนมต่างประเทศโดยท้าวทองกีบม้า

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน สูตรเหนียวนุ่มไม่แห้ง

สำหรับใครที่กำลังหาสูตรทำ ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน เพื่อทำรับประทานเอง หรือทำขายสร้างรายได้ ในปัจจุบันก็มีอยู่หลายสูตร ยกตัวอย่างเช่น บ้าบิ่นสูตรโบราณ เป็นต้น ในบทความนี้เราก็ได้นำ สูตรขนมบ้าบิ่น ทำง่ายด้วยกระทะเทฟล่อน ที่รับรองได้เลยว่าใครได้รับประทานแล้วก็ต้องติดใจอย่างแน่นอน โดยเป็นสูตรที่มีเนื้อสัมผัสเหนียวนุ่ม แม้จะทิ้งไว้ทั้งวันก็ยังคงความเหนียวนุ่มอยู่ 

วัตถุดิบทำขนมบ้าบิ่น

  1. แป้งข้าวเหนียวขาว 150 กรัม
  2. แป้งมันสำปะหลัง 90 กรัม
  3. แป้งท้าวยายม่อม 40 กรัม
  4. น้ำตาลทราย 180 กรัม
  5. กะทิ 100 กรัม
  6. เกลือป่น 1 ช้อนชา
  7. มะพร้าวทึนทึกขูดเส้น 700 กรัม
  8. น้ำเปล่า 210 มิลลิลิตร
ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  1. ขั้นตอนแรกเตรียมชามผสมแล้วใส่แป้งมัน แป้งข้าวเหนียว และแป้งท้าวยายม่อมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นเติมน้ำตาลทรายกับเกลือลงไปแล้วกะทิลงไปนวด ระหว่างนวดแป้งให้ทยอยใส่น้ำเปล่าลงไประหว่างนวดจนกว่าน้ำที่เตรียมไว้จะหมด เพื่อให้แป้งมีความข้น อิ่มน้ำ แต่ไม่หนืด
  2. เมื่อนวดส่วนผสมจนเข้ากันดีแล้ว ให้ทยอยใส่เนื้อมะพร้าวขูดลงไปในชามผสม ใช้มือนวดให้ส่วนผสมทั้งสองส่วนเข้ากันดี
  3. ตั้งกระทะเทฟล่อนด้วยไฟกลางค่อนอ่อน ทาน้ำมันพืชลงไปในกระทะให้ทั่วแล้วรอให้ร้อนก่อนจะตัก ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน ลงไปเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ รอจนขนมส่วนข้างล่างสุกเหลืองแล้วให้กลับด้าน เพื่อให้สุกทั่วกันทั้งสองข้าง เสร็จแล้วนำไปพักไว้บนตะแกรงให้พออุ่น เป็นอันเสร็จสิ้นรับประทานได้เลยค่ะ
ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน

แม้ว่า ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน จะเป็น ขนมไทยยอดนิยม ที่หาทานได้ง่ายทั่วไป แต่จะหาที่อร่อยถูกใจนั้นก็ยากแสนยาก เราจึงแนะนำให้ทุกคนลองนำ สูตรขนมบ้าบิ่น สูตรนี้ไปลองทำรับประทานกันเองที่บ้าน โดยปรับเพิ่มลดส่วนผสมได้ตามชอบ ใครชอบแป้งน้อยก็ใส่น้อย ชอบมะพร้าวเยอะก็สามารถใส่ได้แบบจุกๆเลย

Categories
ขนมไทย

ขนมลืมกลืน สูตรหวานมัน เนื้อเหนียวนุ่มละลายในปาก

ขนมลืมกลืน

ขนมลืมกลืน หนึ่งในขนมไทยโบราณประเภทกวนที่หลายคนยังไม่รู้จัก มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆประกอบด้วยสองส่วนที่แตกต่างกัน คือส่วนของตัวขนมสีหวานที่ทำมาจากแป้งถั่วเขียว หรือแป้งซ่าหริ่มเหนียวนุ่ม และหน้าขนมจากกะทิหวานมัน โรยด้วยถั่วทองเพิ่มความกรอบ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะสัมผัสได้ถึงความหวาน มัน เค็ม เรียกได้ว่าเป็นขนมไทยที่อร่อยครบในชิ้นเดียวเลยจริงๆ

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมลืมกลืน ขนมไทยโบราณหาทานยาก

การทำขนมลืมกลืน นั้นสามารถทำได้ง่าย ใช้วัตถุดิบที่หาได้ทั่วไป ไม่ต้องทำหลายขั้นตอนเหมือนอย่างในสมัยก่อน ที่ต้องเตรียมวัตถุดิบเองตั้งแต่ขั้นตอนแรก เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปก็มีการรังสรรค์วัตถุดิบสำเร็จรูปขึ้นมา เพื่อให้การ ทำขนมไทย ในแต่ละครั้งสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ในสมัยก่อนนั้นมักจะใช้กระทงใบตองในการใส่ขนม เพื่อให้ได้ความหอมของกลิ่นใบตอง แต่ในปัจจุบันสามารถใช้พิมพ์วุ้นในแทนที่ขนมลืมกลืนใบตอง ได้เลย

วัตถุดิบทำตัวขนมลืมกลืน

  1. แป้งถั่วเขียว 80 กรัม
  2. น้ำเปล่า 800 กรัม
  3. น้ำตาลทรายขาวปั่นละเอียด 240 กรัม
  4. สารแต่งกลิ่นตามชอบ 1/4 ช้อนชา
  5. สีผสมอาหารตามชอบ

วัตถุดิบทำหน้ากะทิ

  1. หัวกะทิ 300 กรัม
  2. แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนตวง
  3. แป้งถั่วเขียว 2 ช้อนตวง
  4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนตวง
  5. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  6. ถั่วทองทอด สำหรับตกแต่ง
  7. ถ้วยวุ้นขนาดเล็ก 50 ถ้วย
ขนมลืมกลืน

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  • ขั้นตอนแรกในการทำขนมลืมกลืน ให้เตรียมชามผสมแล้วใส่แป้งถั่วเขียว น้ำตาลทราย สารแต่งกลิ่น และน้ำเปล่าลงไป ใช้ตะกร้อมือคนผสมให้ละลายเข้ากัน
  • แบ่งส่วนผสมในขั้นตอนที่ 1 ใส่ชามผสมในปริมาณเท่ากันตามจำนวนสีที่เลือกใช้ ผสมสีผสมอาหารลงไปคนให้เข้ากัน
  • เทแป้งสีแรกใส่กระทะแล้วเปิดเตาด้วยไฟอ่อน กวนแป้งไปในทางเดียวกันตลอดเวลาจนกว่าแป้งจะสุกใส เสร็จแล้วปิดเตานำไปเทใส่ถุงบีบแล้วบีบใส่พิมพ์วุ้น (บีบในขณะที่แป้งร้อน เพื่อให้แป้งเรียบ) ทำซ้ำขั้นตอนนี้กับสีอื่นๆที่เลือกใช้
  • ต่อมาเป็นขั้นตอนการทำหน้ากะทิ เริ่มจากการใส่กะทิ แป้งข้าวจ้าว แป้งถั่วเขียว และเกลือลงไปในกระทะแล้วคนให้ละลายเข้ากันดี เปิดเตาด้วยไฟอ่อน จากนั้นคนตลอดเวลาเพื่อให้กะทิสุกข้น ปิดเตาได้แล้วตักกะทิใส่ถุงบีบ นำไปบีบตกแต่งบนหน้าขนมให้สวยงาม โรยด้วยถั่วทองทอด เป็นอันเสร็จสิ้น
ขนมลืมกลืน

ก่อนจะจากกันไปในบทความ สอนทำขนมไทย เมนูนี้ เราขอฝากข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของชื่อขนมลืมกลืน ที่มีอยู่หลายเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา บ้างก็บอกว่า เมนูขนมไทย เมนูนี้อร่อยเสียจนคนที่ได้กินเคี้ยวเพลินจนลืมกลืนเลยทีเดียว บ้างก็บอกว่าชื่อนี้มาจากความนุ่มลื่น เคี้ยวแล้วกลืนง่ายของขนม เป็นที่มาของชื่อ

Categories
ขนมไทย

ขนมเบื้องโบราณ ขนมไทยยอดนิยมที่ทำทานเองได้ง่าย ๆ

ขนมเบื้องโบราณ

หนึ่งในขนมไทยที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน คงจะหนีไม่พ้น “ขนมเบื้องโบราณ” ที่พบเห็นบ่อยตามท้องถนน และขาดไม่ได้เมื่อมีงานวัด ซึ่งขนมเบื้องที่พบได้บ่อยนั้นจะเป็นขนมเบื้องแบบสมัยใหม่ที่มีการใส่ไส้เยอะ ๆ ตกแต่งด้วยท็อปปิ้งหลากรสชาติ และสีสัน เห็นแล้วเป็นต้องซื้อติดไม้ติดมือไปรับประทานที่บ้านอย่างอดไม่ได้ และเราเชื่อว่าหลายคนคงหวนคิดถึงขนมเบื้องสูตรโบราณที่กำลังจะหาทานได้ยากแล้ว เราจึงได้นำสูตรทำขนมเบื้องแบบโบราณที่ครีมไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป มาแนะนำให้ได้ลองทำตามกันในบทความนี้

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมเบื้องโบราณ ด้วยตัวเอง

ขนมเบื้องโบราณ เชื่อว่าเป็นขนมไทยโบราณที่ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเลยก็ว่าได้ มีลักษณะเป็นแผ่นกลม รสชาติหวานมันเค็มตามไส้ที่ใส่ลงไปเพิ่มรสชาติ เนื้อสัมผัสเมื่อขบเคี้ยวขนมเบื้องจะกรอบเนื้อแป้งด้านนอก และนุ่มเนื้อครีมด้านใน แม้ว่าวัตถุดิบจะดูเหมือนเยอะแยะมากมาย แต่ขั้นตอนวิธีการทำขนมเบื้องก็ง่ายดายมาก หากอยากรู้ว่าง่ายอย่างไรก็ขอให้มาศึกษาสูตรขนมเบื้องได้เลย

วัตถุดิบทำแป้งขนมเบื้อง

  1. แป้งข้าวเจ้า 120 กรัม
  2. แป้งถั่วเขียว 50 กรัม
  3. น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
  4. น้ำปูนใส 100 กรัม
  5. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  6. เกลือ ½ ช้อนชา

วัตถุดิบทำไส้ครีม

  1. ไขไก่ไข่ขาว 2 ฟอง
  2. น้ำไอซิ่ง 1 ถ้วยตวง
  3. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วัตถุดิบทำไส้หวาน

  1. ใส้หวาน 
  2. ฝอยทอง
  3. มะพร้าวแก้ว
ขนมเบื้องโบราณ

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกใส่แป้งข้าวเจ้า และแป้งถั่วเขียวใส่ลงไปในชามผสม ตามด้วยน้ำปูนใส ไข่ไก่ และเกลือ ใช้ตะกร้อมือตีคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำตาลปี๊บลงไป ใช้มือบี้น้ำตาลปี๊บให้ละลายไม่เป็นเม็ด พักแป้งไว้ไปทำขั้นตอนต่อไปได้เลย
  2. นำไข่ขาวใส่ลงไปในชามแล้วใช้เครื่องผสมอาหารตีจนเนื้อเนียนขึ้นฟูด้วยสปีดสูงสุด ทยอยเทน้ำมะนาว และน้ำตาลไอซิ่งลงไปในระหว่างตีแล้วตีต่อจนขึ้นฟู เสร็จแล้วปิดเครื่องได้เลย

เปิดเตาเครปหรือกระทะเทฟล่อนด้วยไฟกลาง ก่อนจะใช้ทัพพีตักแป้งใส่ลงไปแล้วใช้ทัพหมุนวนเนื้อแป้งจนเป็นเนื้อบาง เมื่อเริ่มสุกแล้วให้ตักครีมใส่ลงไป ตามด้วยไส้หวานในปริมาณตามชอบ จากนั้นพับม้วนให้ขนมเบื้องโบราณพับเข้าหากัน และตักออกไปพักไว้ให้พอุ่นก่อนรับประทาน

ขนมเบื้องโบราณ

ขนมเบื้องไส้หวาน หรือ ขนมเบื้องโบราณ ชื่อนี้มีที่มาจากกรรมวิธีการทำขนมที่ต้องตักแป้งขึ้นมา ก่อนจะหยอดลงไปในกระทะที่เป็นกระเบื้องดินเผาของคนสมัยก่อน และในปัจจุบันนี้ขนมเบื้องมีมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ขนมเบื้องโบราณแบบดั้งเดิม , ขนมเบื้องไทยชาววัง , ขนมเบื้องญวน เป็นต้น

Categories
ขนมไทย

ขนมลูกชุบ ขนมไทยที่รังสรรค์ได้ดั่งใจทั้งรูปร่าง และสีสัน

ขนมลูกชุบ ขนมไทยที่รังสรรค์ได้ดั่งใจทั้งรูปร่าง และสีสัน

ขนมลูกชุบ ในอดีตนั้นเป็นขนมประจำถิ่นของชาวโปรตุเกส ใช้อัลมอนด์เป็นวัตถุดิบหลัก ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นขนมไทยแล้วจึงใช้ถั่วเขียวมาเป็นวัตถุดิบหลักแทน ซึ่งนับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่สร้างสรรค์มาอย่างลงตัว ด้วยรสชาติที่อร่อย หวาน มัน สีสันสวยงาม ผสมผสานกับความกรอบนอกของวุ้นหนา และความนุ่มของถั่วเขียวเข้ากันเป็นอย่างดี รับรองเลยว่าหากได้หยิบทานหนึ่งชิ้นแล้วต้องทานซ้ำจนหมดแบบไม่รู้ตัวอย่างแน่นอน

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำขนมลูกชุบผลไม้

หากจะให้พูดถึง ขนมไทยยอดนิยม หลายคนคงนึกถึง ขนมลูกชุบ มาเป็นอันดับแรก ๆ เพราะในปัจจุบันนี้ได้นำเอาลูกชุบมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย บ้างก็นำมาแต่งหน้าเค้ก บ้างก็นำไปปั้นเป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่น อาหารไทย , สัตว์ เสมือนจริงจนแยกไม่ออกเลยว่าเป็นเมนูลูกชุบจริง ๆ ซึ่งเราก็ได้นำสูตรวิธีการทำขนมไทยมาให้ทุกท่านได้ทำตามกันอีกเช่นเคย มาศึกษาวัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำลูกชุบกันได้เลย

วัตถุดิบทำถั่วกวน

  1. ถั่วเขียวเลาะเปลือก 250 กรัม
  2. กะทิ 250 มิลลิลิตร
  3. น้ำตาลทราย  180 กรัม
  4. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  5. สีผสมอาหารตามชอบ

วัตถุดิบทำวุ้น

  1. น้ำเปล่า 700 มิลลิลิตร
  2. ผงวุ้น 25 กรัม
  3. น้ำตาลทราย 80 กรัม

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกนำถั่วเขียวเลาะเปลือกไปล้างน้ำสะอาดประมาณ 4 รอบ หรือจนกว่าน้ำจะใสแล้วแช่น้ำสะอาดเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นกรองน้ำออกด้วยตะแกรงแล้วนำไปนึ่งด้วยไฟกลาง 30 นาที
  2. นำถั่วเขียวเลาะเปลือกที่สุกแล้วใส่โถปั่น ตามด้วยกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือป่น ทำการปั่นรวมกันจนกว่าส่วนผสมจะละเอียดเข้ากันดี และนำไปใส่กระทะพร้อมกับกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือป่นปริมาณเท่าเดิม เปิดเตากวนด้วยไฟอ่อนให้ส่วนผสมละลายเข้ากันเป็นเนื้อเดียว แห้ง ไม่ติดกระทะ
  3. เมื่อถั่วกวนคลายความร้อนแล้วให้นำมาปั้นเป็นรูปร่างตามชอบ เสร็จแล้วนำไปพักไว้ในถาดคลุมด้วยผ้าขาวบาง (เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อขนมแห้งระหว่างที่ปั้นรูปอื่น ๆ) ทำการผสมน้ำเปล่ากับผงวุ้นให้เข้ากัน พักไว้จนกว่าจะปั้นรูปร่างของถั่วกวนเสร็จ
  4. ผสมสีผสมอาหารกับน้ำเปล่า แล้วทำการนำถั่วกวนที่ปั้นเสร็จแล้วเสียบกับไม้จิ้มฟันก่อนจะจุ่มลงไปในสี และนำไม้จิ้มฟันไปปักไว้ที่โฟม รอจนกว่าสีจะแห้งแล้วเปิดเตาวุ้นด้วยไฟกลาง คนให้ละลายเข้ากันไม่มีเม็ดทรายของผงวุ้น เติมน้ำตาลทรายลงไปคนต่ออีกครั้งให้ละลายดีแล้วปิดเตา จากนั้นช้อนฟองที่ลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำออก
  5. นำถั่วกวนลงไปชุบวุ้นประมาณ 2 รอบ รอให้แห้งแล้วนำวุ้นออกจากไม้จิ้มฟันไปจัดเสิร์ฟรับประทานได้เลย

บทสรุป

ขนมลูกชุบ นอกจากทำแล้วจะได้ขนมหวานอร่อย ๆ ไว้รับประทาน ยังได้เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทักษะทางศิลปะ แถมยังได้ความสนุกสนานจากขั้นตอนการทำ อีกทั้งหากใครสร้างสรรค์รูปร่างลูกชุบได้แตกต่าง หากทำลูกชุบขายก็อาจสร้างกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว 

 

 

 

 

เว็บบอล

Categories
ขนมไทย

ขนมตาล ขนมไทยพื้นบ้าน สูตรทำง่ายแป้งนุ่มฟูหอมหวานอร่อย

ขนมตาล ขนมไทยพื้นบ้าน สูตรทำง่ายแป้งนุ่มฟูหอมหวานอร่อย

ขนมไทยพื้นบ้านในปัจจุบันนั้นมีมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ และน่าค้นหาอยู่ไม่น้อย ในบทความนี้เราจะพาทุกคนมาอนุรักษ์ขนมไทยไปกับ ขนมตาล ขนมที่อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีลักษณะเป็นชิ้นเล็ก ๆ สีเหลืองเหมือนลูกตาล เนื้อสัมผัสนุ่ม ฟู ผสานไปกับกลิ่นหอมของลูกตาลซึ่งเป็นเอกลักษณ์ นิยมทำในงานบุญต่าง ๆ เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมตาล สูตรไม่ต้องตากแดด

ขนมตาล หนึ่งในขนมในกาพย์เห่เรือชมเครื่องคาวหวาน ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในอดีตนั้นมีส่วนผสมหลักที่หาได้ง่ายเพียงสี่อย่างเท่านั้น คือ แป้ง มะพร้าว เนื้อตาล และน้ำตาล เพียงเท่านั้น จนกระทั่งถูกปรับปรุงพัฒนา สูตรขนมตาล ให้มีส่วนผสม และวิธีการทำที่มากขึ้น บรรจุใส่ในกระทงใบตองสีสันสวยงามเข้ากับสีเหลืองของขนม ในบทความนี้เป็น สูตรทำขนมง่าย ๆ ไม่ต้องตากแดด ลดเวลาในการทำขนม

วัตถุดิบทำขนมตาล

  1. เนื้อตาลสุก 350 กรัม
  2. แป้งเค้ก 300 กรัม
  3. แป้งข้าวเจ้า 400 กรัม
  4. น้ำตาลทรายละเอียด 500 กรัม
  5. ยีสต์ ขนมปัง 1 ช้อนโต๊ะ
  6. เกลือ 1/2 ช้อนชา (สำหรับผสมแป้ง)
  7. กะทิ 700 กรัม
  8. มะพร้าวทึนทึก 300 กรัม
  9. เกลือ 1/2 ช้อนชา (สำหรับใส่มะพร้าว)

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกร่อนแป้งเค้ก และแป้งข้าวเจ้าใส่ชามผสม ตามด้วยเนื้อตาลสุกลงไปนวดขยำให้เข้ากันกับแป้ง ทยอยเทน้ำกะทิลงไปนวดต่อจนกว่าจะหมดเพื่อให้แป้งนุ่ม (แบ่งใส่สามครั้ง) ใช้เวลานวด 10 นาที 
  2. ใส่น้ำตาลทรายลงไปนวดต่อในชามผสมแป้งเนียนเป็นเนื้อเนียน ใส่ยีสต์ลงไปเพิ่มความนุ่มฟู และเติมเกลือเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ ใช้มือคนทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นคลุมชามผสมด้วยฟิล์มถนอมอาหาร พักแป้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อให้แป้งฟู
  3. เมื่อครบเวลาแล้วให้นำถ้วยตะไลจัดวางในซึ้งให้เต็มก่อนจะตักเนื้อแป้งหยอดใส่ลงไป โดยเหลือพื้นที่บนถ้วยไว้เล็กน้อยเผื่อให้เนื้อขนมฟูขึ้น โรยหน้าด้วยมะพร้าวขูดผสมเกลือ ก่อนจะนำไปนึ่งประมาณ 15 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุกดี เสร็จแล้วนำออกมาพักให้เย็นแล้วรับประทานได้เลยค่ะ

บทสรุป

เนื่องจากปริมาณการปลูกต้นตาลที่ลดลง ทำให้แม่ค้าหลายคนมักจะใส่เนื้อตาลในปริมาณน้อย ในปัจจุบันนี้เราจึงสามารถหาซื้อ ขนมตาล ที่มีรสชาติดีได้ยากมาก เราจึงขอแนะนำให้ทุกคนทำ ขนมไทยพื้นบ้าน เพื่อให้ได้รับประทาน ขนมหวาน ที่รสชาติดี กลิ่นหอมมากยิ่งขึ้น รับรองได้เลยว่าอร่อยแบบไม่มีผิดหวังแน่นอน

 

 

 

เว็บบอล