Categories
ขนมไทย

ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ขนมไทยมงคล
ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ในช่วงเวลาดี ๆ ที่มีการจัดงานมงคลเยอะแบบนี้ เราจึงได้เห็นความสำคัญของการนำเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมของไทย ซึ่งก็คือหนึ่งใน 9 ขนมไทยมงคลอย่าง ขนมทองหยอด ขนมที่ใช้ประกอบเครื่องคาวหวาน เลี้ยงแขกในวันมงคลต่าง ๆ ซึ่งเป็นขนมไทยที่มีชื่อความหมายดี อีกทั้งยังมีสีที่เปรียบเหมือนทองคำที่มอบให้กัน จึงสามารถนำมาใช้อวยพรซึ่งกันและกันได้ นอกจากนี้ยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปาก เป็นขนมไทยยอดนิยมอีกหนึ่งอย่างที่หลายคนชื่นชอบ

แนะนำขนมไทยมงคล ทองหยอด

เชื่อว่าคนไทยน้อยคนนักที่จะไม่เคยรับประทานขนมทองหยอด เนื่องจากเป็นขนมไทยยอดนิยมที่ขาดไม่ได้เลยในร้านขนมไทย หรือแม้แต่ตลาดก็แทบจะไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีขาย ส่วนตัวก็เป็นคนที่ชื่นชอบขนมไทยชนิดนี้อยู่แล้ว จึงมีโอกาสได้ทำรับประทานอยู่บ่อย ๆ บอกเลยว่าทำได้ง่ายมาก ๆ แต่ก่อนที่เราจะไปดูวัตถุดิบ สูตรวิธีทำทองหยอด อยากให้ทุกคนได้รู้จักขนมไทยมงคลนี้ให้มากขึ้น จากเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับขนมไทยที่เราได้นำมาให้ได้เรียนรู้ 

ขนมไทยมงคล
ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ประวัติความเป็นมาขนมทองหยอด 

ขนมทองหยอด ไม่ใช่ขนมไทยแท้ ๆ แต่เป็นขนมไทยประยุกต์จากขนมโปรตุเกส เกิดขึ้นในเมืองอเวโร และถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยของเราในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยท้าวทองกีบม้า (ท่านผู้หญิงวิชเยนทร์) หรือราชินีขนมไทยของเรานี่เอง ซึ่งท่านได้นำความรู้ที่มีมาแต่ถิ่นกำเนิดมาผสมผสานกับความรู้ท้องถิ่นในประเทศไทยสมัยนั้นมาปรุงแต่ง และใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในไทยมาทำขนมขึ้นมาใหม่ ซึ่งในสมัยนั้นคนไทยยังเชื่อเรื่องเคล็ด จึงได้ตั้งชื่อขนมให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า ทอง กลายเป็นขนมไทยมงคลที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติของขนม

หากใครที่ยังไม่เคยรับประทานขนมไทยมงคลที่มีลักษณะคล้ายหยดน้ำ สีเหลืองอร่ามนี้ ต้องบอกเลยว่าทองหยอดนั้นมีรสชาติหวานเป็นเอกลักษณ์จากน้ำตาล ถูกปากถูกใจคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย สามารถทานเพลิน ๆ ได้เลย แต่หากทานมากเกินไปอาจเกิดอาการเลี่ยนได้ ในส่วนของเนื้อสัมผัสจะมีความนุ่มอิ่มน้ำ แม้ว่าขนมทองหยอดจะมีส่วนผสมหลักคือไข่ แต่กลับหอมละมุน ไม่มีกลิ่นคาวไข่ให้กังวลใจเลยค่ะ 

ขนมไทยมงคล
ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ประโยชน์ของขนม

ขนมทองหยอด ขนมไทยมงคลที่มีความสวยงาม ประณีต ความหมายดี ใช้ในวันมงคล รสชาติอร่อยแล้วยังเป็นขนมที่มีประโยชน์จากส่วนผสมที่ใช้ ประกอบด้วยไข่ น้ำตาล และแป้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานต่อร่างกาย โปรตีนในไข่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพิ่มไขมันสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย นอกจากนั้นยังมีประโยชน์อีกมากมาย แต่หากทานในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้น้ำหนักขึ้นได้โดยที่ไม่รู้ตัว และเนื่องจากเป็นขนมที่มีรสหวาน จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานนะคะ

ขนมทองหยอด 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ด้วยชื่อ และรูปร่างของขนมที่มีความหมายดี ในประเทศไทยจึงมักจะใช้ขนมไทยมงคลประกอบในวันพิธีมงคล หรือมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษ ให้แก่ญาติผู้ใหญ่ หรือคนสนิท ซึ่งขนมทองหยอดก็ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 9 ขนมไทยมงคลเพื่อใช้ขนมแทนคำอวยพร ให้มั่งคั่งร่ำรวยมีเงินทองใช้จ่าย ตามอย่างที่เราได้บอกไปในข้างต้นว่าขนมไทยชนิดนี้เปรียบเหมือนทองคำ การให้ขนมไทย จึงเหมือนกับการให้ทองคำนั้นเอง

ขนมไทยมงคล
ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีการทำทองหยอด

จากที่เคยทำขนมไทยมาแล้วมากมาย จึงบอกได้เลยว่าขนมทองหยอด เป็นขนมไทยทำง่าย อาศัยความพิถีพิถันเล็กน้อยในการทำเพียงเท่านั้น อีกทั้งวัตถุดิบที่ต้องเตรียมก็น้อย ไม่มากมายเหมือนขนมไทยบางชนิด และยังสามารถหาซื้อได้ทั่วไป เราจึงสามารถทำขนมไทยมงคลได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ที่บ้าน โดยใช้สูตรขั้นตอนการทำที่เรานำมาแนะนำ ดังนี้

วัตถุดิบทำตัวขนม

  1. ไข่เป็ด 7 ฟอง
  2. ไข่ไก่ 5 ฟอง
  3. แป้งข้าวเจ้า 60 กรัม
  4. น้ำตาลทรายขาว 1,000 กรัม
  5. น้ำเปล่า 1,000 กรัม
  6. กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา

วัตถุดิบทำน้ำเชื่อม

  1. น้ำตาลทรายขาว 1/2 กิโลกรัม
  2. น้ำเปล่า 800 มิลลิลิตร
  3. ขนมไทยมงคล
    ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกแยกไข่ขาวออกจากไข่แดงให้ได้มากที่สุด โดยนำไข่แดงไปวางในภาชนะที่รองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นรวบผ้าขาวบางขึ้นแล้วบีบไข่แดงใส่ลงไปในภาชนะ ตามด้วยการตีไข่แดงด้วยเครื่องผสมอาหารจนขึ้นฟู และร่อนแป้งข้าวเจ้าลงไป ใช้ไม้พาย หรือตะกร้อมือคนตะล่อมให้เข้ากันดี
  2. ทำน้ำเชื่อม โดยเริ่มจากการต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำทรายลงไป หมั่นคนให้น้ำตาลละลายดี ต้มให้เดือดจัด และแบ่งออกมาใส่ถ้วย ใส่กลิ่นมะลิลงไปทั้งสองส่วน 
  3. นำช้อนมาบีบให้งอ แล้วตักขนมหยอดลงไปในกระทะน้ำเชื่อมที่เดือดจัด เบาไฟลงแล้วใส่น้ำเปล่าลงไป เพื่อให้ฟองลดลง เมื่อขนมสุกเป็นสีเหลืองเข้มแล้วให้ตักขึ้นมาแช่ไว้ในน้ำเชื่อมที่แบ่งไว้ แช่ไว้จนกว่าขนมจะอิ่มน้ำเชื่อมดีประมาณ 2 – 3 นาที ใช้ตะแกรงตักขึ้นมาให้สะเด็ดน้ำเชื่อม เป็นอันเสร็จสิ้นรับประทานได้เลยค่ะ

เคล็ดลับในการทำขนมทองหยอด

ขนมทองหยอดที่ดีต้องมีพื้นผิว และรูปทรงที่สวยงาม ต้องอ่อนนิ่มทั้งด้านนอก และด้านใน จึงควรต้มให้สุกทั่ว ๆ กัน หากอยากได้ขนมไทยโบราณความหวานที่พอดี ควรแช่ในน้ำเชื่อมไม่นาน ที่สำคัญคือการเลือกวัตถุดิบ เพราะต้องเป็นขนมไทยมงคลที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น จึงควรเลือกไข่ที่สดใหม่มาใช้ในการทำเท่านั้น และการเลือกแป้งข้าวเจ้า หากใช้แป้งที่ใช้ข้าวสารโม้แป้งแบบสด ๆ จะทำให้แป้งเนื้อเนียนมากยิ่งขึ้น หากใช้แป้งสำเร็จรูปให้นำมาผสมไข่แดง พักไว้ 1 ชั่วโมง ให้แป้งละลาย และเซ็ตตัว

ขนมไทยมงคล
ขนมทองหยอด สูตรวิธีทำ 1 ใน 9 ขนมไทยมงคล

บทสรุป

ขนมทองหยอด ขนมไทยมงคลที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก โดยปรับแต่งประยุกต์มาให้เป็นขนมไทยโบราณ รสชาติหวานหอมกลมกล่อม อยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ สามารถนำมาเป็นของว่างทานเล่น หรือขนมประกอบในพิธีสำคัญก็ได้เช่นเดียวกัน อย่าลืมนำสูตรนี้ที่เราได้แนะนำไปทำขนมไทยง่าย ๆ ทานกันที่บ้าน เพื่ออนุรักษ์ขนมไทยของเราเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก และไม่ลืมเลือนไปตามกาลเวลานะคะ

Categories
เบเกอรี่

สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

ใครที่ชอบทานเมนูสตาร์บัคแล้วละก็ต้องรู้จักขนมหวานทานเล่นคู่กับชา หรือกาแฟ ที่มีชื่อว่า สโคน หรือสคอน (SCONE ซึ่งก็คือเบเกอรี่ QUICK BREAD อังกฤษลักษณะเป็นขนมอบก้อนกลม ทำมาจากแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นมสด และเนย ในบางสูตรมีการใส่ผลไม้อบแห้ง หรือถั่วลงไปด้วย เนื้อสัมผัสกรอบนอก นุ่มใน รสชาติไม่หวานมาก จึงนิยมนำมาตัดแบ่งตรงกลางทาแยม และวิปปิ้งครีมเพื่อเพิ่มรสชาติ ทานคู่กับชา กาแฟแล้วเข้ากันเป็นอย่างดี หรือใครจะทานเป็นอาหารเช้า หรือทานระหว่างวันก็อร่อยอิ่มท้องไม่แพ้อาหารหลักเลย

สโคน ประวัติความเป็นมา และเรื่องน่ารู้

ประวัติของสโคนนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดขึ้นเมื่อใด หรือใครเป็นผู้คิดค้น แต่ก็มีหลักฐานที่กล่าวถึงเบเกอรี่ชิ้นนี้ว่าเกิดขึ้นที่ประเทศสก็อตแลนด์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยสูตรดั้งเดิมนั้นไม่ได้ใช้แป้งสาลีเป็นส่วนผสม แต่จะใช้ข้าวโอ๊ตในการทำ หน้าตาของขนมก็ไม่ได้เหมือนที่เราเห็นในปัจจุบัน คือ มีลักษณะเป็นก้อนกลมแบน และมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบัน จนเปรียบได้กับจานขนาดกลางเลย ในยุคนั้นจะอบในกระทะก้นแบนแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยม ก่อนการเสิร์ฟให้ได้รับประทาน

สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

จุดเริ่มต้นความนิยมของเมนูเบเกอรี่คู่น้ำชา

สิ่งที่ทำให้สโคนเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของชาวอังกฤษ เป็นตำนานที่เล่าต่อกันมาตั้งแต่ช่วง ค.ศ.1840 ว่า เจ้าหญิงแอนดา มาเรีย (THE DUCHESS OF BEDFORD) ได้สั่งให้คนรับใช้จัดชุดชาพร้อมขนมปังให้ในตอนเย็น เพื่อบรรเทาอาการหิวระหว่างรออาหารเย็น ซึ่งหนึ่งในเมนูขนมปังนั้นก็มี SCONE อยู่ด้วย เมื่อได้ลองชิมเบเกอรี่ชิ้นนี้แล้วก็เกิดการติดใจ จนต้องจิบชาพร้อมขนมปัง และของว่างในทุก ๆ วัน และชวนเพื่อน ๆ มาด้วยเสมอ ต่อมามีผู้ทำตาม และกลายเป็นธรรมเนียมที่เกิด AFTERNOON TEA TIME ในช่วงเวลาประมาณ 4 โมง 

ขนมอบรสชาติดี มีหลายชื่อ

สโคนนั้นสามารถเรียกได้หลายชื่อในภาษาอังกฤษ บ้างก็เรียกว่า “STONE OF SCONE” หรือ “STONE OF DESTINY” ซึ่งเป็นขนมที่ใช้ในบรมราชาภิเษกสมรสของกษัตริย์ในประเทศสก็อตแลนด์ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่ามาจากภาษาดัชต์ “SCHOONBROT” ที่แปลว่า BEAUTIFUL BREAD หรือขนมปังที่สวยงาม และก็มีการอ่านออกเสียงของชื่อขนมได้สองแบบ คือ สโคน , สคอน หรือสกอน ซึ่งสามารถเรียกได้ทุกแบบ เพราะในภาษาไทยเองก็ยังไม่สามารถแปลศัพท์ที่ถูกต้องได้อย่างเด็ดขาด 

สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

ประโยชน์ของการทานเบเกอรี่จากแป้งสาลี

วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในการทำสโคนนั้นมีประโยชน์ จึงทำให้กลายเป็นขนมที่มีประโยชน์ สามารถรับประทานแทนมื้ออาหารหลักได้ ยกตัวอย่างเช่น แป้งสาลีที่ได้มาจากเมล็ดข้าวสาลีที่คุณค่าทางอาหาร คือ ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินหลายชนิด ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชา และระบบประสาท บำรุงผิวหนัง และเส้นผม ป้องกันโรคปากนกกระจอก และโรคโลหิตจาง ฯลฯ 

วิธีการรับประทานสโคนให้อร่อย

หลายคนอาจเคยซื้อสโคน ขนมปังคลาสสิคที่มีรสชาติหวานน้อยมารับประทานแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกปาก หรือไม่อร่อยเหมือนเมนูเบเกอรี่ทั่วไปที่สามารถทานได้ทันที นั่นอาจเป็นเพราะการทานที่ผิดวิธี ซึ่งวิธีการทานที่ถูกต้องนั้นต้องเริ่มจากการนำมาอุ่นให้ร้อน ตัดแบ่งออกเป็นสองส่วนแล้วทาคลอตครีม หรือวิปปิ้งครีม และแยมลงไป จากนั้นรับประทานทีละชิ้นช้า ๆ คู่กับน้ำชา หรือกาแฟ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทานได้อย่างอร่อย เข้าถึงรสชาติของขนมที่ดีที่สุด หรือใครจะนำมาจิ้มลงไปในครีม และแยม แล้วรับประทานเลยก็อร่อยเช่นกันค่ะ

สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีการทำสโคน

หากจะหาซื้อ สโคน ในร้านเบเกอรี่ หรือคาเฟ่แล้วมักจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง บางร้านนั้นตั้งราคาไว้ที่ชิ้นละ 40 บาทเลยทีเดียว เราจึงได้นำสูตรการทำเบเกอรี่ SCONE มาแนะนำให้ได้ลองทำตาม ซึ่งเป็นสูตรเบเกอรี่ทำง่ายที่ทุกคนสามารถหาซื้อวัตถุดิบ และลงมือทำตามกันได้เองที่บ้าน โดยไม่ต้องไปหาซื้อในราคาที่สูง จะทำทานเอง หรือทำให้คนพิเศษได้รับประทานระหว่างการทานชา กาแฟก็ได้ค่ะ ดังนั้น เราไปเตรียมวัตถุดิบให้พร้อม และลงมือทำขนมโฮมเมดกันเลย

วัตถุดิบ

  1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 250 กรัม
  2. ผงฟู 14 กรัม
  3. เกลือ 1/8 ช้อนชา
  4. เนยจืด 47 กรัม
  5. น้ำตาล 43 กรัม
  6. ไข่ (เบอร์2) 1 ฟอง
  7. บัตเตอร์มิลค์ 70 มิลลิลิตร
สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกใส่บัตเตอร์มิลค์ และไข่ลงไปในชามผสม ใช้ตะกร้อมือตีผสมให้เข้ากัน และพักไว้
  2. เตรียมชามผสมอีกหนึ่งชาม ใส่แป้งสาลี น้ำตาล ผงฟู และเกลือใส่ลงไป จากนั้นคนให้เข้ากันแล้วใส่เนยจืดแช่เย็นลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันกับส่วนผสมแบบแห้ง จนไม่เหลือก้อนเนย และใส่บัตเตอร์มิลค์ที่เตรียมไว้ลงไป ใช้ไม้พายคนส่วนผสมให้เข้ากันดี 
  3. นำส่วนผสมในขั้นตอนที่ 2 มาเทใส่แผ่นรองนวด กด และพับให้เป็นก้อนเดียวกันให้หนาประมาณ 1 นิ้ว พับไปมาจนแป้งเนียน และแน่น ไม่แตกออกจากกัน ต่อด้วยการห่อด้วยแผ่นฟิล์มถนอมอาหาร พักไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที
  4. เมื่อรอจนครบเวลาแล้วให้ใช้ไม้นวดแป้งนวดให้หนาประมาณ 2.5 เซนติเมตร และนำพิมพ์คุกกี้ชุบแป้งนวล มากดแป้งให้เป็นชิ้น ๆ และนำออกมาวางบนถาดรองอบ รองถาดด้วยกระดาษไข และนำไปพักในตู้เย็นเป็นเวลา 20 นาที
  5. วอร์มเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 200 องศา และทาไข่ลงบนตัวขนม ก่อนจะนำเข้าไปอบในอุณหภูมิเท่าเดิมเป็นเวลา 15 นาที เสร็จแล้วพักไว้ให้พออุ่นก่อนจัดเสิร์ฟ 
สโคน
สโคน (SCONE) ขนมหวานของผู้ดีอังกฤษ ทานคู่กับน้ำชา

บทสรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับเบเกอรี่อังกฤษ ที่สามารถนำไปทานคู่กับชา กาแฟแล้วเข้ากันเป็นอย่างดี ใครชอบแยมรสชาติไหนก็สามารถนำมาทานร่วมกันได้เลย และหลังจากจบบทความนี้ เราเชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับ สโคน กันมากขึ้น รู้จักประวัติความเป็นมา วิธีการรับประทานให้อร่อย และวิธีการทำเบเกอรี่โฮมเมดด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคในช่วงนี้ ที่การรับประทานเบเกอรี่นอกบ้านเป็นเรื่องที่เสี่ยง การทำเบเกอรี่ทานด้วยตัวเองถือเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ที่สุดนะคะ

Categories
ขนมไทย

ชวนทำ ขนมทองเอก ขนมมงคลชาววัง รสชาติจัดจ้านสวยงามแปลกตา

ขนมทองเอก

ขนมทองเอก เป็นขนมไทย โบราณที่มีสีส้ม หรือสีเหลืองสวยงามแปลกตาที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนขนมหวานชนิดอื่นทั่วไป เพราะการทำขนมต้องใช้ความพิถีพิถัน และมีความประณีตในทุกๆ ขั้นตอน จึงทำให้ขนมมีความสง่างามชวนทานมากขึ้น สำหรับขนมชนิดนี้ทำมาจากแป้งสาลี ไข่แดง กะทิ และน้ำตาล นำมาขั้นรูปด้วยพิมพ์ทองเอก และประดับยอดทองทองคำเปลวที่สามารถรับประทานได้ และแน่นอนว่าชนิดมีรสชาติที่หวานจัดจ้าน และหอมอร่อยตามแบบขนม หวาน ไทยๆ ที่ทานแล้วรู้สึกสดชื่น ชื่นใจสุดๆ 

ขั้นตอนการทำ ขนมทองเอก อย่างง่าย อร่อยตามสูตรชาววัง 

ขนมทองเอก

มาเข้าครัวไทยชาววังกันบ้าง สำหรับใครที่กำลังอยากทำขนมหวานที่มีชื่อเป็นมงคลไว้ทานกันในครอบครัว หรือจะทำฝากเพื่อนๆ รวมถึงญาติผู้ใหญ่ในวันพิเศษ ต้องไม่พลาด กับขนมหวานโบราณอย่างขนมทองเอก ขึ้นชื่อว่าเป็นขนม ไทย ทำ ง่ายๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องหาซื้อทาน หรือซื้อเป็นของฝากให้เสียเงินอีกด้วย สำหรับสูตรที่ชวนทำในวันนี้เป็นขนมทองเอก สูตรโบราณฉบับชาววังที่หาทานได้ยากมาก แต่ก่อนที่เราจะไปเข้าสู่ขั้นตอนการทำขนม อันดับแรกจะต้องมาเตรียมส่วนผสมให้พร้อมก่อน เพื่อจะได้เตรียมพร้อมในการทำขนมต่อไป

ขนมทองเอก
  1. แป้งสาลัอเนกประสงค์ 2 ถ้วยตวง
  2. กะทิ 2 ถ้วยตวง
  3. ไข่ไก่ 10 ฟอง
  4. แป้งท้าวยายม่อม 2 ช้อนโต๊ะ
  5. แผ่นทองคำเปลว 3 แผ่น
  6. น้ำตาลทราย 2 ถ้วยตวง

สำหรับวัถตถุดิบในการทำขนม ทองเอกสูตรทำเองที่บ้าน หากบ้านไหนไม่ชอบหวานมากเกินไปสามารถลดปริมาณน้ำตาลลงไปได้เลย อีกทั้งถ้าต้องการทำขนมในปริมาณนิดเดียวก็ลดอัตราส่วนได้ตามที่ต้องการได้ และในลำดับขั้นตอนต่อมาจะเป็นการทำวิธีทำขนม ไทย ง่ายๆ ดังนี้

ขนมทองเอก
  1. ขั้นตอนแรก ให้ใส่น้ำตาลทราย และกะทิลงไปในกระทะทองเหลือง นำไปตั้งเตา เปิดไฟปานกลาง จากนั้นคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน และทำการเคี่ยวต่อไปจนกว่าน้ำตาลจะเข้มข้น ปิดไฟ และพักไว้ให้เย็น
  2. มาเตรียมไข่แดง โดยการนำไข่ไก่มาแยกไข่แดง และไข่ขาวออกจากกัน นำไข่แดงใส่ลงไปในกระทะน้ำตาลเคี่ยว เปิดไฟอ่อนๆ กวนจนร้อน จากนั้นค่อยๆ ใส่แป้งลงไปให้หมด คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี ปิดไฟ พร้อมยกออกจากเตา พักไว้ให้อุ่น แล้วให้ตักส่วนผสมใส่ลงไปในพิมพ์ทองเอกที่เตรียมไว้ให้แน่นแล้วเคาะออก ตกแต่งหน้าด้วยทองคำเปลว จัดเรียงใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
ขนมทองเอก

ขนมทองเอกคือ ขนมที่สามารถทำทานได้เอง แถมรูปร่างของขนมยังสวยงามเหมือนที่ขายในร้านขนมอีกด้วย ดังนั้นใครที่ว่าขนมทองเอกเป็นขนม โบราณทำยาก แต่แท้จริงแล้วขนมชนิดนี้เป็นสูตร ขนม ไทยทำง่ายนิดเดียว อีกทั้งรสชาติหวานจัดจ้าน หอมอร่อยทานแล้วฟินทุกคำ และถ้าอยากทานขนมให้อร่อยควรนำไปแช่ไว้ในตู้เย็นจะทำให้ขนมเย็นสดชื่นมากยิ่งขึ้น

แชร์เคล็ด (ไม่) ลับ ทำขนมทองเอก ให้อร่อย เนื้อขนมนุ่มชุ่มฉ่ำ 

ขนมทองเอก

ขนม ทองเอก เป็นขนมไทยที่สามารถเก็บไว้ทานได้นานไม่เน่าเสียง่าย แถมรสชาติยังคงอร่อยเหมือนเดิมแต่สิ่งสำคัญของขนมไทย ทำเองนั้นจะต้องเลือกใช้กะทิคั้นสดจะช่วยให้รสชาติของขนมอร่อยมากยิ่งขึ้น และขั้นตอนการกวนขนมจะต้องใช้ไฟอ่อนๆ กวนเรื่อยๆ อย่าหยุดจะทำให้ได้ขนมที่เป็นเนื้อเนียนสีสวยงาม นอกจากนี้การเก็บรักษาขนมอย่าให้ขนมโดนลม เพราะหากขนมโดนลมจะทำให้ขนมแข็งกระด้าง ไม่น่ารับประทาน ดังนั้นควรเก็บขนมไว้ในกล่องจะช่วยให้สามารถเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดี

อ่านบทความอื่นๆ: 

สนับสนุนโดย: sa-game.bet

Categories
เบเกอรี่

ขนม มัฟฟิน ขนมแสนอร่อย นุ่มนิ่ม หวานหอม แห่งยุควิคตอเรียน

มัฟฟิน

มัฟฟิน มาจากภาษาฝรั่งเศสชื่อว่า Moufflet เป็นคำที่ใช้เรียกเมนูจำพวกขนมปัง หรืออาหารรสชาติอ่อนๆ ที่ผ่านการอบให้สุก สำหรับ Muffin เป็นอาหารที่ชาวอังกฤษ และอเมริกันนิยมทานในทุกๆ บ่าย เพื่อทานรองท้องระหว่างทำงาน ซึ่งในปัจจุบันมีการปรับปรุงสูตรให้เป็นเบเกอรี่แสนอร่อย และเพิ่มท็อปปิ้งผลไม้ต่างๆ ให้น่าทานมากขึ้น ว่าแต่มัฟฟินใส่ผลไม้อะไรได้บ้าง อาทิ บลูเบอร์รี่ ลูกเกด แครนเบอร์รี่ เป็นต้น ในส่วนสูตรของขนมมีหลากหลายสูตรที่มีรสชาติแตกต่างกันออกไป และยังสามารถทำทานง่ายมาก 

วิธีทำขนม มัฟฟิน แป้งนุ่มนิ่ม หอมละมุน สูตรโฮมเมดอย่างง่าย 

มัฟฟิน

มัฟ ฟิน ถือว่าเป็นขนมที่นิยมนำมารับประทานคู่กับกาแฟรสเข้มหอมกลิ่นกาแฟคั่วที่เข้ากันได้อย่างลงตัว สำหรับขนมชนิดนี้มักจะเห็นวางขายตามร้านคาเฟ่ทั่วไป โดยมีให้เลือกหลากหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็นมัฟฟินเนยสด มัฟฟินช็อกโกแลต และยังมีสูตรคีโตที่มีรสชาติหวานละมุนลิ้น เนื้อขนมนุ่มฟู หอมอร่อยโดนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ หากใครขี้เกียจออกจากบ้าน เพราะเบื่อรถติด เรามีสูตรมัฟฟินรสชาติอร่อยมาให้ลองทำเล่นๆ ที่บ้านชิลล์ๆ โดยก่อนที่เราจะลงมือทำขนมจะต้องเตรียมส่วนผสมกันก่อน ว่าแต่มัฟฟินต้องใช้แป้งอะไรดีไปดูพร้อมๆ กัน 

มัฟฟิน
  1. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม
  2. เบกกิ้งโซดา ½ ช้อนชา
  3. ผงโกโก้ 30 กรัม
  4. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  5. น้ำมันพืช 40 กรัม
  6. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 150 กรัม
  7. ช็อกโกแลตชิพ 80 กรัม
  8. กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  9. น้ำตาลทราย 130 กรัม
  10. ผงฟู 1 ช้อนชา

วันนี้เราจะเลือกสูตรมัฟฟินง่ายๆ อย่าง มัฟฟินดับเบิลช็อกโกแลต รสชาติหวานฉ่ำ อัดแน่นด้วยช็อกโกแลตชิพเข้มข้นทานแล้วฟินทุกคำ เมื่อเตรียมส่วนผสมต่างๆ ครบแล้วสามารถทำมัฟฟินสูตรโฮมเมดง่ายๆ ดังต่อไปนี้ 

มัฟฟิน
  1. ขั้นตอนแรกให้นำแป้งสาลีอเนกประสงค์ ผงโกโก้ เกลือ ผงฟู เบกกิ้งโซดา มากรองให้เรียบร้อย จากนั้น คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน 
  2. น้ำไข่ และน้ำตาลทรายใส่ในภาชนะสำหรับตีด้วยเครื่องตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จนกลายเป็นสีขาว จากนั้นเติมน้ำมันพืชตีต่อด้วยความเร็วต่ำ เติมโยเกิร์ต และกลิ่นวาลิลลา ตีต่อไปให้เข้ากัน ใส่ส่วนผสมที่ของแห้งที่ร่อนไว้เรียบร้อยแล้ว โดยการค่อยๆ เทลงไป จากนั้น ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน เติมช็อกโกแลตชิพตีพอเข้ากัน 
  3. ตักส่วนผสมใส่พิมพ์ถ้วยกระดาษขนาดเล็กที่เตรียมไว้ โรยด้วยช็อกโกแลตชิพ จากนั้นนำไปอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซียลเซียส เป็นเวลา 25-30 นาที เปิดไฟ บน-ล่าง เสร็จแล้ว พักไว้ให้เย็น
มัฟฟิน

จบไปแล้วกับการทำขนมมัฟฟินจะเห็นว่าขั้นตอนต่างๆ ไม่ยากอย่างที่คิด ซึ่งในขั้นตอนสุดท้ายหลังอบขนมเสร็จสามารถนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ข้ามคืนเนื้อเค้กจะฉ่ำมากขึ้น ซึ่งหลายคนสงสัยว่าขนมมัฟฟินอยู่ได้กี่วัน ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บรักษาได้ประมาณ 7 วัน และต้องใส่กล่อง หรือห่อด้วยถุงพลาสติกให้มิดชิด แต่รู้หรือไม่ว่ามัฟฟินกับคัพเค้กต่างกันยังไง สำหรับมัฟฟินจะมีเนื้อหยาบมีรูพรุน ส่วนคัพเค้กเนื้อเนียนละเอียด และน้ำหนักเบากว่านั่นเอง 

เทคนิค (ไม่) ลับ ทำมัฟฟิน แป้งฟู นูนสวย เนื้อหวานฉ่ำ 

มัฟฟิน

มัฟฟินหนึ่งในขนมที่มีลักษณะคล้ายกับเค้กกล้วยหอมเป็นอย่างมาก จนทำให้หลายคนคิดว่าเป็นขนมชนิดเดียวกัน แต่วันนี้เราจะมาแยกมัฟฟิน กับเค้กกล้วยหอม ต่างกันยังไง สำหรับมัฟฟินมีวิธีทำ และใช้วัตถุดิบที่ต่างจากเค้กกล้วยหอมเป็นอย่างมาก อีกทั้งมัฟฟินเนื้อสัมผัสหยาบกว่าเค้กกล้วยหอม และรสชาติต่างกันเล็กน้อย เมื่อเราแยกขนมสองชนิดนี้ได้แล้ว ต่อมาเราจะมาดูเทคนิคการทำขนมมัฟฟินให้แป้งฟู ไม่แบนกันบ้าง โดยในขั้นตอนการอบขนมต้องอบที่อุณหภูมิประมาณ 175 องศาเซลเซียส จะทำให้เนื้อขนมไม่แตก และไม่ควรเปิดเตาในระหว่างอบจะทำให้ความร้อนลดลงส่งผลให้แป้งแบนไม่ฟู ดังนั้นหากนำเทคนิคนี้ไปใช้ในการทำขนมรับรองว่าเนื้อแป้งขนมฟูนุ่มนิ่มอร่อยอย่างแน่นอน 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู ขนมไทยสีหวานเนื้อนุ่มฟู

ขนมปุยฝ้าย
ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู ขนมไทยสีหวานเนื้อนุ่มฟู

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟูกันมาบ้างแล้ว เพราะเป็นอีกหนึ่งขนมยอดนิยมของคนไทย และคนไทยเชื้อสายจีนด้วย นอกจากจะนิยมรับประทานแล้วยังเป็นหนึ่งในขนมไทยมงคลที่ถูกนำมาประกอบพิธีมงคลอีกด้วย ยิ่งในเทศกาลตรุษจีน หรือวันปีใหม่ของจีนด้วยแล้วจะมีราคาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หากนำไปทำขายจะสามารถสร้างรายได้ได้มาก เราจึงได้หยิบยกเอาความรู้เกี่ยวกับขนมถ้วย รวมถึงขั้นตอนวิธีการทำ พร้อมเทคนิคในการทำให้หน้าขนมแตกสวยงาม ใครอยากรู้กันแล้วไปอ่านต่อกันได้เลย

ทำความรู้จักขนมปุยฝ้าย ขนมไทยยอดนิยม

ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู เป็นขนมที่อยู่คู่คนไทยมาเป็นเวลานาน นับว่าเป็นขนมไทยที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน แต่แท้จริงแล้วต้นกำเนิดของขนมมีที่มาจากชาวจีนเป็นขนมไทยเชื้อสายจีน ที่ถูกประยุกต์มาจากขนมฮวดโก้ย ซึ่งมีลักษณะและหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน โดยในความหมายของจีนมีความหมายมงคล คำว่า “ฮวด” แปลว่า เจริญงอกงาม ส่วนคำว่า “โก้ย” แปลว่า ฟู ดังนั้น จึงมีความหมายที่ตรงกับภาษาไทยว่า ขนมแห่งความเจริญเฟื่องฟู จึงเป็นขนมที่ถูกนำมาประกอบในวันสำคัญต่าง ๆ 

ขนมปุยฝ้าย
ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู ขนมไทยสีหวานเนื้อนุ่มฟู

หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติของขนม

หากใครที่ยังไม่เคยเห็น หรือไม่เคยรับประทานขนมถ้วยฟูมาก่อนเลย เราก็ขอบอกถึงลักษณะของขนมหวานถ้วยฟูให้ได้รู้ เริ่มที่ลักษณะของขนมถ้วยฟูที่มีความนุ่มฟูเหมือนชื่อของขนม อีกทั้งยังมีสีสันที่สวยงาม สามารถรังสรรค์เพิ่มสีสันได้ตามชอบ รสชาติมีความหวานอร่อย เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น และยังมีกลิ่นที่หอมมาก แต่ข้อเสียคือเมื่อรับประทานไปแล้วจะรู้สึกฝืดคอ หรืออาจติดคอได้ จึงต้องรับประทานคู่กับน้ำ 

ประโยชน์ของขนม

สำหรับประโยชน์ของขนมไทยโบราณอย่าง ขนมปุยฝ้าย ก็คือประโยชน์จากวัตถุดิบที่ใช้ทำขนม เราจึงขอยกตัวอย่างประโยชน์จากแป้งข้าวเจ้า ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการทำขนมถ้วยฟู กล่าวคือ แป้งข้าวเจ้านั้นทำมาจากเมล็ดข้าวจ้าว ซึ่งมีผลดีต่อการทำงานของตับ มีเส้นใยอาหารในระดับสูงช่วยกำจัดสารอันตรายที่มีในร่างกาย นอกจากนั้นไฟเบอร์ยังช่วยลดคอเลสเตอรอล มีประโยชน์ต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย จึงเป็นแป้งที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก และนับว่าถ้วยฟูเป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพด้วยเช่นกัน

ขนมปุยฝ้าย
ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู ขนมไทยสีหวานเนื้อนุ่มฟู

ขนมปุยฝ้าย 1 ใน 9 ขนมมงคลของไทย

ขนมไทยมงคลในปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ขนมที่มีชื่อมงคล และขนมที่มีลักษณะมงคล ซึ่งขนมถ้วยฟู หรือขนมปุยฝ้าย ถูกจัดอยู่ในขนมที่มีนามเป็นมงคล ตามความหมายที่เราได้บอกไปแล้วในข้างต้น ใช้เป็นขนมอวยพรให้เจริญรุ่งเรือง และเฟื่องฟู โดยจะทำขนมให้เป็นสีสันต่าง ๆ เช่น ในงานแต่งงานจะใช้ขนมสีแดง , งานไหว้เจ้าใช้สีชมพู , งานไม่มงคล หรืองานไหว้บรรพบุรุษจะใช้สีขาว เป็นต้น นับเป็นขนมที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทย และชาวไทยเชื้อสายจีน และขาดไม่ได้เลยเมื่อมีงานมงคล 

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีการทำขนมถ้วยฟู

หลังจากได้รู้ประวัติความเป็นมาของขนมถ้วยฟู และเรื่องราวน่ารู้กันมาพอสมควรแล้ว ใครที่อยากเข้าครัวลงมือทำขนมง่าย ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อรับประทานเอง ทำขาย หรือแม้แต่ใช้ในพิธีมงคล เราก็ได้นำสูตรทำขนมถ้วยฟูมาฝากให้ได้ลองทำตามกันอย่างละเอียด รับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถ มือใหม่ก็ทำได้ ยิ่งมือฉมังผ่านการทำขนมมามากมายแล้ว บอกเลยว่าชิล ๆ ยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปากค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว ไปดูวัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีการทำขนมกันเลยค่ะ 

วัตถุดิบ

  1. แป้งเค้ก 340 กรัม
  2. น้ำตาลทรายขาว 200 กรัม 
  3. ไข่ไก่ เบอร์ 1 2 ฟอง (ใช้ไข่ไก่ที่นำออกมาจากตู้เย็น)
  4. น้ำเย็น 300 มิลลิลิตร
  5. ผงฟู 2 ช้อนชา
  6. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
  7. เอสพี 12 กรัม
  8. กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  9. สีผสมอาหารตามชอบ
ขนมปุยฝ้าย
ขนมปุยฝ้าย หรือขนมถ้วยฟู ขนมไทยสีหวานเนื้อนุ่มฟู

ขั้นตอนวิธีการทำ

  1. ขั้นตอนแรกใส่ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และน้ำเปล่าลงไปในชามผสม จากนั้นทำการร่อนแป้งเค้ก และผงฟูลงไปแล้วตีด้วยเครื่องผสมอาหารสปีดต่ำ หรือตะกร้อมือ โดยทาสารเอสพีลงไปที่หัวตะกร้อก่อนตีส่วนผสมให้เข้ากัน ระหว่างนี้ให้ใช้ไม้พายปาดข้างชามผสม ก้นชาม และหัวตะกร้อก่อนจะเปลี่ยนเป็นการตีด้วยสปีดสูงสุดเป็นเวลา 10 นาที หรือจนกว่าเนื้อแป้งจะข้นฟู ต่อด้วยการใส่น้ำมะนาว และกลิ่นวานิลลาลงไปตีต่อด้วยสปีดกลาง 3 นาที
  2. เมื่อเนื้อแป้งได้ที่แล้วให้แยกออกมาใส่ชามผสมตามจำนวนสีผสมอาหารที่เลือกใช้ และผสมสีผสมอาหารลงไปทีละนิดก่อนจะคนให้เข้ากัน เพื่อให้ได้สีพาสเทลสวยงาม
  3. คนส่วนผสมอีกครั้งก่อนจะตักเนื้อแป้งใส่พิมพ์ รองด้วยถ้วยรองอบ วางเรียงกันในซึ้งนึ่ง จากนั้นนำไม้จิ้มฟันมาจุ่มในน้ำมะนาว และวาดเป็นรูปทรงกากบาทเพื่อให้น่าขนมแตก
  4. ตั้งหม้อนึ่งให้เดือดแล้วนำขนมถ้วยฟูลงไปนึ่งด้วยไฟกลางค่อนแรง โดยใช้เวลาในการนึ่ง 15 นาที หรือจนกว่าขนมจะสุก เสร็จแล้วนำไปจัดเสิร์ฟรับประทานได้เลย

บอกต่อเคล็ดลับในการทำขนมถ้วยฟู

หลายคนอาจเคยลองทำขนมปุยฝ้ายกันมาแล้ว แต่กลับต้องประสบปัญหาในการทำขนม โดยส่วนใหญ่นั้นเป็นปัญหาที่หน้าขนมถ้วยฟูไม่แตก ไม่ฟูตามชื่อ ทำให้ขนมนั้นไม่สวยงามอย่างที่หวัง เราจึงมีทริคในการทำขนมถ้วยฟูง่าย ๆ มาบอกต่อ คือ การนำไม้จิ้มฟันจุ่มน้ำมะนาวกรีดลงไปในหน้าขนมก่อนทำการนึ่ง เพื่อวาดรูปทรงก่อนการนึ่งขนม และที่สำคัญในตอนที่เปิดฝาหม้อนึ่ง แนะนำให้เปิดไปด้านข้างด้วยความรวดเร็ว เพราะการที่เรายกฝาขึ้นช้า ๆ นั้นจะทำให้น้ำในหม้อนึ่งหยดใส่ขนม จนทำให้มีความชื้นจนไม่น่ารับประทานค่ะ

บทสรุป

ขนมปุยฝ้าย เป็นขนมที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และเป็นขนมไทยมงคลที่ได้รับความนิยม ทานแล้วอร่อย ทานแล้วชีวิตเจริญรุ่งเรืองเหมือนชื่อขนม สุดท้ายแล้วเราหวังว่าทุกคนจะนำสูตรวิธีการทำขนมถ้วยฟูไปลองทำกันที่บ้านนะคะ เพราะเป็นสูตรที่ง่ายมาก และหน้าขนมสวยงามน่ารับประทานแน่นอน

Categories
เบเกอรี่

บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จัก และบอกต่อสูตรวิธีการทำเนื้อเค้กยอดนิยมในประเทศไทยอย่าง บัตเตอร์เค้ก (BUTTER CAKE) หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่าเค้กเนยสด เค้กที่มีวัตถุดิบหลักเป็นเนย แป้ง น้ำตาล และไข่ ถูกจัดเป็นเค้กที่มีไขมันเป็นส่วนผสมหลัก ผสมผสานกันให้เนื้อเค้กมีความละเอียด แน่น กว่าเนื้อเค้กประเภทอื่น ๆ อีกทั้งยังมีความนุ่มฉ่ำละมุนลิ้น หอมกลิ่นเนย นิยมนำมาแต่งหน้าด้วยบัตเตอร์ครีมที่มีรสชาติหวานเข้ากันดีกับเนื้อเค้ก

ทำความรู้จักบัตเตอร์เค้ก เนื้อเค้กยอดนิยมให้มากขึ้น

เบเกอรี่เค้ก ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในยุคอียิปต์โบราณ โดยใช้ยีสต์ให้ขึ้นฟูบนเตาหินร้อน ๆ เวลาต่อมาก็ได้มีการพัฒนาส่วนผสมขึ้น ในช่วงศตวรรษที่ 18 มีเบกกิ้งโซดา และผงฟูเกิดขึ้น จึงเลิกใช้ยีสต์แล้วหันมาใช้วัตถุดิบนี้แทน เพื่อให้เนื้อเค้กมีความเบาลง และต่อมาได้มีเตาไฟฟ้าเกิดขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 19 ทำให้เค้กสามารถทำได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย และเกิดบัตเตอร์เค้ก หรือขนมเค้กเนยสดขึ้นมาให้เราได้รับประทานกัน

บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

ประวัติความเป็นมาของเค้กเนยสด

เชื่อกันบัตเตอร์เค้กนั้นมีที่มาจาก POUND CAKE (เค้กที่มีต้นกำเนิดในแถบยุโรป ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17) ที่มีส่วนผสมคล้ายคลึงกัน แต่มีเนื้อแน่นกว่าเค้กเนยสดที่เรารับประทานกันในปัจจุบัน ส่วนต้นกำเนิดของเบกอรี่เค้กเนยสดนั้นเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 จากการถูกคิดค้นผงฟูขึ้นมา และใช้เป็นส่วนผสมของเค้ก ทำให้เค้กเนื้อหนัก กลายเป็นเค้กเนื้อเบา นุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

ไขข้อสงสัย เค้กถูกนำเข้ามาในไทยเมื่อใด

ประวัติของขนมเค้กในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นจากคนไทยบางกลุ่มที่ได้รับอารยธรรมตะวันตกเข้ามา เป็นผลจากการค้าขายแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2480 ทำให้เกิดร้านขายเบเกอรี่เค้กขึ้นมาในกรุงเทพมหานคร หรือเมืองหลวงของประเทศไทย จนกระทั่งปี พ.ศ. 2490 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และการท่องเที่ยวขยายตัวมากขึ้น ทำให้เบเกอรี่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากขึ้น เช่น ขนมเค้กอย่างบัตเตอร์เค้ก ขนมปัง เพสตรี้ เป็นต้น 

บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

ประโยชน์ของเค้กเนยสด

เค้ก สามารถเป็นได้ทั้งของหวานล้างปากหลังทานอาหาร หรือแม้แต่เป็นของว่างทานเล่นคลายหิว จึงได้รับความนิยมของคนทุกเพศทุกวัย แต่รู้หรือไม่ว่าบัตเตอร์เค้กนั้นไม่ได้ทำให้น้ำหนักขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีประโยชน์จากวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสม เช่น แป้ง และน้ำตาล ให้สารอาหาร คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย , ไข่ และนม ให้โปรตีนสร้างเซลล์เนื้อเยื่อให้กับร่างกาย , เนย และไขมัน ให้สารอาหารไขมันช่วยให้ผิวพรรณสดชื่นขึ้น

บัตเตอร์เค้กมีมากมายหลากหลายสูตร

เมื่อบัตเตอร์เค้กกลายเป็นเบเกอรี่ยอดนิยมที่นำมาใช้ทำเค้กได้มากมาย มีความอร่อยที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วยังเป็นเนื้อเค้กที่สามารถทำได้ง่าย ในปัจจุบันจึงมีสูตรการทำบัตเตอร์เค้กเกิดขึ้นมามากมายหลากหลายสูตร เพื่อตอบสนองความต้องการของคนทำเค้ก และคนที่อยากรับประทานเค้กตามแบบความชอบของตน ปรับสูตรให้ถูกปากถูกใจคนในพื้นที่ รวมถึงการใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย เช่น เค้กกล้วยหอมเนยสด เค้กเนยสดโกโก้ เค้กเนยสดช็อกโกแลต เค้กมาร์เบิ้ลเนยสด เป็นต้น

บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีการทำ BUTTER CAKE

อย่างที่เราได้บอกไปแล้วข้างต้นว่า บัตเตอร์เค้กนั้นมีวัตถุดิบเพียงเล็กน้อย แต่สูตรนี้เป็นสูตรที่มีการปรับใช้วัตถุดิบเพื่อให้ถูกปากคนไทยมากยิ่งขึ้น ทำให้หน้าเค้กมีความเนียน และหน้าไม่แตก วิธีทำเค้กก็แสนจะง่ายดาย แต่ต้องใช้ระยะเวลานานเล็กน้อย ดังนั้น เราไปดูวัตถุดิบ และวิธีการทำกันเลยค่ะ

วัตถุดิบในการทำเบเกอรี่เค้กเนยสด

  1. แป้งเค้ก 200 กรัม
  2. นมผง 50 กรัม
  3. ผงฟู 1 ช้อนชา
  4. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  5. ไข่ไก่ 3 ฟอง (เบอร์1)
  6. นมสดรสจืด 150 กรัม
  7. เนยสดเค็ม 200 กรัม
  8. น้ำตาลทราย 100 กรัม
  9. น้ำตาลไอซิ่ง 120 กรัม
  10. เอสพี 10 กรัม
บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

ขั้นตอนวิธีการทำ 

  1. ขั้นตอนแรกร่อนของแห้งอย่าง แป้งเค้ก นมผง ผงฟู และเกลือลงไปในชามผสม พักไว้
  2. ใส่นม และไข่ไก่อุณหภูมิห้องลงไปในชามผสม ตีด้วยตะกร้อมือหรือส้อมให้เข้ากัน 
  3. เตรียมเครื่องผสมอาหาร ใส่เนย และน้ำตาลทรายลงไปตีให้ละลายเข้ากัน ตามด้วยการร่อนน้ำตาลไอซิ่งลงไปตีต่อให้มีเนื้อฟูเนียน (ระหว่างนี้ให้กดหยุดเครื่องแล้วทำการใช้ไม้พายปาดส่วนผสมเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้ติดอยู่ก้น และขอบชาม ทำให้ส่วนผสมไม่ละลาย) ปาดเอสพีใส่ตะกร้อแล้วตีต่อด้วยสปีดกลางเป็นเวลา 1 นาที
  4. เมื่อส่วนผสมในเครื่องผสมอาหารมีเนื้อพอดีแล้ว ให้ทยอยใส่ของเหลวที่ผสมไว้ในขั้นตอนที่ 2 ลงไปช้า ๆ ระหว่างเครื่องยังตีอยู่ เพื่อให้เนื้อเนียน ไม่แยกชั้น
  5. แบ่งแป้ง หรือของแห้งที่ร่อนไว้ในขั้นตอนที่ 1 ใส่ลงไปตีผสมกันกับส่วนผสมอื่น ๆ เป็นรอบ ๆ จำนวน 3 รอบ เมื่อจะใส่ส่วนผสมแต่ละรอบต้องใช้ไม้พายปาดทุกครั้ง ใส่ส่วนผสมของแห้งครบทั้งสามรอบแล้วให้ปาดเนื้อเค้กแล้วตีต่อด้วยสปีดกลาง 1 นาที และตีต่อด้วยสปีดต่ำไล่ฟองอากาศเป็นเวลาเท่ากัน
  6. เตรียมพิมพ์สำหรับอบขนม โดยทาเนยขาวให้ทั่ว รองด้วยกระดาษไข ก่อนจะใส่ส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงไป ใช้ไม้ปลายแหลมเช่น ไม้ลูกชิ้น คนแป้งให้ทั่ว เพื่อไล่ฟองอากาศอีกครั้ง และเตรียมถาดรองอบรองด้วยกระดาษทิชชู่ทำครัวแบบหนา 10 แผ่น เทน้ำลงไปให้กระดาษซึมน้ำเข้าไป และเทน้ำส่วนเกินออกไปจากถาด จากนั้นวางเค้กเนยสดในพิมพ์ลงไป
  7. นำขนมเข้าเตาอบด้วยอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ไฟบนล่าง เปิดพัดลม เป็นเวลา 70 นาที เสร็จแล้วนำออกมาพักไว้ให้เย็น นำออกจากพิมพ์มาแช่เย็นแล้วตัดเป็นเล็ก ๆ ตามชอบ
บัตเตอร์เค้ก
บัตเตอร์เค้ก สูตรเนื้อนุ่มละลายในปาก

เคล็ดลับในการทำเค้กให้สวยงาม หน้าไม่แตก

แท้จริงแล้วขนมบัตเตอร์เค้กแบบต้นฉบับ ต้องหน้าแตก แต่ในประเทศไทยจะนิยมรับประทานเค้กเนื้อเนียนมากกว่า เคล็ดลับในการทำเค้กง่าย ๆ เลยก็คือ การใช้เนยคุณภาพดี ต้องมีความใจเย็นในการทำ โดยร่อนแป้งทุกครั้ง เพื่อให้เนื้อเค้กเนียน และต้องปาดส่วนผสมเรื่อย ๆ ระหว่างตี และที่สำคัญส่วนผสมทุกอย่างต้องมีอุณหภูมิเท่ากันคืออุณหภูมิห้อง เพียงเท่านี้เราก็จะได้เค้กเนื้อเนียนน่ารับประเทานแล้วค่ะ

บทสรุป 

หลังจากอ่านบทความนี้แล้วทุกคนคงได้รู้จักเบเกอรี่ขนมหวานที่มีชื่อว่า บัตเตอร์เค้ก กันมากขึ้นแล้ว และยังได้เรียนรู้สูตรวิธีการทำเบเกอรี่แบบง่าย ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำเค้กวันเกิด เค้กวันครบรอบ ของขวัญให้คนพิเศษ หรือแม้แต่เค้กของว่างทานคู่กับชา กาแฟ หรือนมก็อร่อยไม่แพ้กันเลยทีเดียว