Categories
เบเกอรี่

ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน

ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน
ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน

ทิรามิสุเป็นเบเกอรี่ที่เกิดขึ้นในสมัยเรอเนซองส์ เมือง Siana แคว้นทัสคานี ซึ่งชื่อนั้นมีความหมายว่า “Pick me up” เพราะเป็นเค้กที่มีพลังงานเยอะมาก เพราะมีส่วนผสมหลัก ๆ คือ ไข่ไก่ น้ำตาล และคาเฟอีนจากกาแฟในปริมาณที่สูง ทำให้ผู้ที่ได้กินนั้นรู้สึกมีพลังตื่นตัว เล่าต่อกันมาว่าผู้หญิงในราชสำนักของเวนิสนั้นชอบทิรามิสุมาก ๆ หรือจะบอกว่าเป็นขนมเบเกอรี่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในสมัยนั้นก็ไม่ผิด เพราะได้มีการทำกันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศอิตาลีเอง และในอีกหลาย ๆ ประเทศ เช่น ในประเทศอเมริกานั้นได้อยู่ในเมนูของร้านอาหารทั่วประเทศ และประเทศไทยของเราเองก็นิยมเช่นกัน เห็นได้จากหลาย ๆ ร้านที่ทำทิรามิสุออกมาขายกันอย่างมากมาย ทั้งราคาเองก็หลากหลายด้วยเช่นกัน ตามคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้

ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน
ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน

วัตถุดิบสำหรับทำทิรามิสุ เบเกอรี่ยอดนิยม

แม้ทิรามิสุนั้นจะเป็นเบเกอรี่สัญชาติอิตาลี แต่วัตถุดิบต่าง ๆ ก็สามารถหาได้ง่ายในประเทศไทย ตามร้านขายอุปกรณ์สำหรับทำเบเกอรี่ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป อีกทั้งกาแฟที่เป็นส่วนผสมสำคัญนั้น ยังช่วยทำให้ผู้ที่ได้รับประทานตื่นตัวหายง่วงกันเลยทีเดียว แถมยังช่วยเผาผลาญไขมัน ลดความเครียด และยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย วัตถุดิบอื่นเองก็มีประโยชน์อีกด้วย ทั้งอร่อย ทั้งมีประโยชน์ แต่ขอบอกก่อนนะคะ ว่าไม่เหมาะกับเด็ก ๆ เลย ดูจากส่วนผสมแล้วทุกคนคงพอจะเดาได้ว่าเพราะอะไร เราไปดูวัตถุดิบกันเลยดีกว่าค่ะ

  1. วิปปิ้งครีม ปริมาณ 360 กรัม
  2. มาสคาโปนชีส ปริมาณ 220 กรัม
  3. น้ำตาลไอซิ่ง ปริมาณ 67 กรัม
  4. กาแฟผง สูตรไม่มีน้ำตาล ปริมาณ 1-2 ซอง
  5. น้ำเปล่า ปริมาณ 120 กรัม
  6. กาแฟผงสูตรผสมน้ำตาล ปริมาณ 1 ซอง
  7. เลดี้ฟิงเกอร์สำหรับทำทิรามิสุ
ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน
ทิรามิสุ เบเกอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน สไตล์อิตาเลียน

วิธีทำทิรามิสุ เบเกอรี่สุดแสนจะทำง่าย

มาถึงขั้นตอนการทำแล้ว หลายคนอาจจะเคยลองรับประทานกันมาบ้างแล้ว และคิดว่าเป็นทิรามิสุนั้นทำยาก เราจึงจะขอบอกเลยว่าทำง่ายมากเลยค่ะ ทุก ๆ คนสามารถทำกันได้ โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย วิธีการทำนั้นก็ไม่ยุ่งยาก มีเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็ได้ทิรามิสุเบเกอรี่แสนอร่อยมารับประทานกันแล้ว ซึ่งเป็นเมนูที่เหมาะมาก ๆ สำหรับวัยทำงานที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่า และคนที่ชอบทานกาแฟ หรือคนที่ไม่ชอบทานกาแฟเป็นน้ำ ๆ ก็สามารถทานเมนูนี้ให้หายง่วงได้เช่นกัน แต่ราคานั้นอาจจะสูงไปเสียหน่อยถ้าต้องซื้อกินบ่อย ๆ วันนี้เราจึงมีสูตรวิธีการทำง่าย ๆ มาฝากกันให้ได้ลองทำตาม รับรองเลยว่าคุณต้องหลงรักจนอยากจะทำทานซ้ำ ๆ อีกทั้งยังเป็นขนมที่เก็บไว้ในตู้เย็นได้นานอีกด้วย

  1. ขั้นตอนแรกเป็นขั้นตอนการทำตัวครีม โดยใส่วิปปิ้งครีมแบบหวานมัน น้ำตาลไอซิ่งสามารถปรับใส่ได้ตามชอบ ใช้เครื่องผสมอาหารตีจนเป็นเนื้อข้น (อย่าพึ่งตีจนตั้งยอดนะคะ เพราะเรายังต้องตีส่วนผสมอีกเยอะ การตีให้ตั้งยอดจะทำให้ส่วนผสมแยกชั้นกันค่ะ) ตามด้วยมาสคาโปนชีสลงไปตีต่อให้เข้ากัน 
  2. นำครีมออกมาแบ่งใส่กาแฟด้วยความเข้มข้นตามชอบ และใช้ไม้พายตีให้เข้ากัน เพื่อให้ครีมของเรามีรสและกลิ่นหอมของกาแฟ
  3. ชงกาแฟผงสูตรผสมน้ำตาลให้เข้ากัน เพื่อเตรียมนำไปชุบเลดี้ฟิงเกอร์
  4. นำเลดี้ฟิงเกอร์ลงไปชุบในกาแฟ เพื่อนำไปใส่ในภาชนะแบบใส 
  5. นำครีมยังไม่ได้ผสมกาแฟใส่ถุงบีบ บีบลงไปในภาชนะที่ใส่เลดี้ฟิ้งเกอร์แล้ว
  6. ใส่เลดี้ฟิงเกอร์ชุบกาแฟอีกรอบในชั้นต่อไปให้สลับกันกับตัวครีม
  7. นำครีมส่วนที่ผสมกาแฟใส่ถุงบีบ และบีบลงไปในชั้นสุดท้ายให้ทั่ว และใช้ไม้พายปาดให้ชั้นบนเนียน ๆ เสมอกัน
  8. โรยผงกาแฟตกแต่งหน้าเล็กน้อยเพื่อความสวยงาม เป็นอันเสร็จสิ้นเมนูทิรามิสุเบเกอรี่ ยกเสิร์ฟรับประทานได้เลย หรือจะแช่เย็นก่อนก็ได้ค่ะ
Categories
ขนมไทย

ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค

ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค
ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค

ขนมในประเทศไทยนั้นแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นขนมไทยเหมือนกันแต่ก็มีต้นกำเนิด และช่วงเวลาที่ถูกคิดค้นที่แตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ทำให้ขนมต่างยุค ทำมาจากวัตถุดิบที่ต่างกัน ขนมที่มาจากในรั้วในวังก็มีความแตกต่างกับขนมที่ชาวบ้านทำเพื่อรับประทานกันเองอีกด้วย โดยจะสังเกตเห็นได้ถึงความต่างในความประณีตรวมไปถึงวัตถุดิบในการทำ ขนมที่ชาวบ้านทำรับประทานกันเองนั้นจะค่อนข้างเรียบง่าย และไม่ได้มีขั้นตอนที่ประณีตอะไรมากมายนัก แต่หากพูดถึงในส่วนของรสชาติแล้วล่ะก็ ต้องบอกเลยว่าอยู่ในระดับที่สูสีกันเลยทีเดียว ขนมที่เราจะมาแนะนำในวันนี้เป็นขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิคที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยรับประทานมาก่อนนั่นก็คือขนมใส่ไส้นั่นเอง

ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค
ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค

ขนมสอดไส้ ขนมพื้นบ้านที่มาพร้อมกับวัตถุดิบที่หาได้ง่าย

เราอาจจะเคยได้ยินชื่อวัตถุดิบที่ฟังดูแล้วไม่คุ้นหูและหาได้ยากอย่างเช่นแป้งท้าวยายม่อม ทำให้การทำขนมไทยในปัจจุบันนี้สามารถหาทานได้ยาก เนื่องจากวัตถุดิบเฉพาะไม่ค่อยมีคนนิยมนำเอามาขาย แต่สำหรับขนมใส่ไส้นั้นแม้ว่าจะเป็นขนมพื้นบ้านไทยแต่ก็มาพร้อมกับวัตถุดิบที่สามารถหาได้ง่ายทั่วไป ประกอบไปด้วย

  1. มะพร้าวขูด ควรเป็นมะพร้าวทึนทึกที่มีเนื้อแน่นรสหวานกำลังดี ใช้ปริมาณ 1½ ถ้วยตวง
  2. น้ำตาลมะพร้าว เป็นน้ำตาลที่ให้กลิ่นหอมโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ใช้ปริมาณ 1 ถ้วยตวง 
  3. น้ำสะอาดต้มสุก 
  4. เทียนอบควันเทียน สำหรับใครที่อยากจะให้ขนมมีกลิ่นหอมมากยิ่งขึ้นก็สามารถเตรียมเทียนสำหรับอบควันเทียนมาใช้ได้เช่นเดียวกัน แต่หากหาซื้อยากหรือไม่ชอบกลิ่นอบควันเทียนก็สามารถหลีกเลี่ยงไม่ใช้ได้
  5. แป้ง ประกอบไปด้วยแป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวงและแป้งข้าวเจ้า 1/3 ถ้วยตวง 
  6. น้ำเย็น สามารถแต่งกลิ่นได้ด้วยการแช่อัญชัน มะลิ หรือใบเตย ซึ่งนอกจากจะได้กลิ่นหอมแล้วยังได้สีธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มความสวยงามอีกด้วย ใช้ในปริมาณ 1/3 ถ้วยตวง
  7. เกลือป่น 2 ช้อนชา
  8. หัวกะทิ หากใช้กะทิคั้นสดให้เลือกใช้เฉพาะส่วนหัวกะทิ แต่หากใช้กะทิกล่องสามารถใช้กะทิได้ทั้งกล่องโดยไม่ต้องแยกหัวหรือหางกะทิ ใช้ในปริมาณ 3 ถ้วยตวง 
  9. อุปกรณ์สำหรับห่อขนม สามารถใช้ได้ทั้งใบตองและไม้กลัด หรือจะนำใส่พิมพ์พลาสติกใสแบบที่นิยมในปัจจุบันก็ได้เช่นเดียวกัน
ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค
ขนมใส่ไส้ ขนมไทยพื้นบ้านสุดคลาสสิค

สูตรการทำขนมใส่ไส้ ขนมพื้นบ้านที่ทำง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ขนมใส่ไส้นั้นเป็นขนมอีกหนึ่งชนิดที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นขนมไทยที่มีขั้นตอนยุ่งยากสลับซับซ้อน แต่ความจริงแล้ววิธีการทำนั้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพียงแค่มีหลายขั้นตอนเท่านั้นเอง ซึ่งแต่ละขั้นตอนประกอบไปด้วย

  1. นำหม้อตั้งไฟปานกลาง นำมะพร้าวขูดลงไปกวนกับน้ำตาลมะพร้าวให้ละลายจนเหนียวได้ที่ จากนั้นให้นำเอาน้ำต้มสุกผสมลงไปแล้วคนเรื่อย ๆ จนกว่าส่วนผสมจะข้นจนเหนียวและแห้ง เราก็จะได้เป็นมะพร้าวขูดเคลือบน้ำตาลมะพร้าวที่เหนียวกำลังดี
  2. นำเอาส่วนผสมลงมาพักไว้จนเย็นหลังจากนั้นก็ให้นำเอามะพร้าวขูดที่ได้มาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดไม่เกิน 1 นิ้ว ในขั้นตอนนี้สำหรับใครที่อยากจะอบควันเทียนให้นำเอาไส้ที่ได้ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด หลังจากนั้นให้ทำการอบควันเทียนทิ้งไว้ แต่หากไม่ต้องการอบควันเทียนให้นำเอาไส้ใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิดพักเอาไว้
  3. นำเอาน้ำเย็นผสมกับแป้งข้าวเหนียวแล้วนวดจนกว่าจะสามารถปั้นได้ เมื่อแป้งได้ที่ให้ปั้นแป้งเป็นก้อนกลมขนาดกำลังดี 
  4. ตั้งกระทะเทฟล่อนหรือกระทะทองเหลืองด้วยไฟปานกลาง นำเอากะทิ แป้งข้าวเจ้า และเกลือป่นเทลงไปในกระทะ คนจนกว่าจะเข้ากัน กวนไปเรื่อย ๆ จนกว่าส่วนผสมจะข้นได้ที่ จากนั้นให้ยกลงจากเตาแล้วพักเอาไว้จนเย็น
  5. นำเอาแผ่นข้าวเหนียวที่เราปั้นมาห่อไส้ ที่เราพักเอาไว้หรืออบควันเทียนทิ้งไว้ หลังจากนั้นเอาไปวางลงใบตอง และหงายใบตองขึ้นแล้วตักหน้าขนมที่เป็นส่วนของกะทิใส่ลงไปบนไส้ประมาณครึ่งช้อนชา ห่อให้เป็นทรงแล้วนำเอาไม้มากลัด นำเอาไปนึ่งเป็นเวลา 10 นาทีในหม้อนึ่งที่ตั้งจนน้ำเดือดเรียบร้อยแล้ว
  6. หากทำขนมใส่พิมพ์พลาสติกให้ทำการตักกะทิลงไปในถ้วยก่อนประมาณครึ่งหนึ่ง จากนั้นให้ห่อไส้ด้วยแป้งข้าวเหนียวแล้วนำเอาไปต้มจนสุก ก่อนจะนำมาใส่ในพิมพ์เป็นอันเสร็จสิ้น
Categories
เบเกอรี่

แนะนำ วาฟเฟิล เนื้อนุ่มนิ่ม หอมกรุ่น หลากไส้ ส่งตรงจากเบลเยี่ยม

วาฟเฟิล

วาฟเฟิล ขนมแผ่นแป้งหนานุ่มฟูสอดไส้หวานๆ หอมอร่อยทานแล้วอิ่มท้องได้เพียงแค่ชิ้นเดียว ที่สำคัญเป็นขนมที่ราคาไม่แพงเด็กๆ นักเรียนสามารถซื้อทานได้สบายกระเป๋าอีกด้วย สำหรับใครที่สนใจอยากได้สูตรวาฟเฟิล ทำขายออนไลน์ หรือขายหน้าร้าน ต้องไม่พลาดกับสูตรวาฟ เฟิล ไส้ทะลัก เครื่องแน่น แต่ใช้ต้นทุนไปเพียงเล็กน้อย ส่วนจะเป็นไส้อะไรบ้างนั้นตามไปดูกันในขั้นตอนการทำวาฟเฟิลอย่างง่ายสไตล์โฮมเมด

วิธีทำ วาฟเฟิล ขนมไส้ทะลักหลากไส้ แป้งฟูนุ่ม ทำขายลูกค้าแน่นร้าน

วาฟเฟิล

มาเอาใจแม่ค้า พ่อค้ามือใหม่กันบ้าง กับการสอนทำขนมวาฟเฟิล แป้งฟูนุ่มๆ ไส้ทะลัก รสชาติหวานอร่อยโดนใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทานได้ทั้งวันมีไม่เบื่อ และอิ่มท้องด้วย ซึ่งสูตรที่จะมาทำในวันนี้เป็นสูตรแป้งวาฟเฟิลกรอบนอกนุ่มในอย่างง่าย สไตล์เบเกอรี่โฮมเมดที่มาพร้อมกับไส้หลากหลายชนิด แต่ก่อนอื่นเราต้องเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมก่อน 

ส่วนผสม และวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องเตรียม

  1. แป้งสาลีอนเนกประสงค์ 700 กรัม
  2. ไข่ไก่ 8 ฟอง
  3. น้ำมันพืช 120 กรัม
  4. นมข้นจืด 350 กรัม
  5. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  6. ผงฟู 50 กรัม
  7. น้ำตาลทราย 450 กรัม
  8. กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
  9. สีผสมอาหารสีเหลือง 4 หยด
  10. น้ำสะอาด 340 กรัม
วาฟเฟิล

ส่วนผสมไส้วาฟเฟิลที่ต้องเตรียม

  1. เผือกหั่นลูกเต๋า ½ ถ้วยตวง
  2. มันม่วงหั่นเต๋า ½ ถ้วยตวง
  3. ฝอยทอง ½ ถ้วยตวง
  4. ลูกเกดดำ ½ ถ้วยตวง
  5. ช็อกโกแลตชิฟ ½ ถ้วยตวง

สำหรับไส้ขนมวาฟเฟิลจะใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิดตามที่กล่าวมา หรือหากบ้านไหนมีข้าวโพด กล้วยหอมสามารถนำมาทำไส้ขนมได้เลยตามใจชอบในสไตล์เบเกอรี่ทำเองง่ายๆ 

วาฟเฟิล
  1. อันดับแรกนำไข่ไก่ นมข้นจืด ใส่ลงในชามผสม หยดสีผสมอาหารลงไป เพื่อให้ขนมมีสีสันสวยงาม จากนั้นตีด้วยตะกร้อไฟฟ้า ความเร็วต่ำ ทยอยใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีส่วนผสมทั้งให้หมดแล้วกัน หลังจากนั้นนำแป้งมาร่อน แล้วใส่ลงไปในส่วนผสมที่ตีไว้ก่อนหน้านี้ ตีต่อด้วยความเร็วต่ำ จนได้เนื้อแป้งเนียนละเอียด
  2. ใช้ไม้พายตะล่อมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง ใส่น้ำมันพืชลงไป ตีด้วยความเร็วปานกลาง ใส่เกลือป่น น้ำเปล่า ผงฟู ตีต่อไปด้วยความเร็วปานกลางให้ส่วนผสมเข้ากันดี 
  3. นำน้ำมันพืชมาทากระทะวาฟเฟิลบน -ล่าง เทแป้งลงไป เพียง 1 กระบวย ในกะทะวาฟเฟิล จากนั้นใส่ไส้ที่เตรียมไว้ลงไป เกลี่ยให้ทั่ว ปิดฝา จับเวลาประมา 2-3 นาที นำออกมาพักไว้ให้เย็น จัดใส่จาน เสร็จเรียบร้อย
วาฟเฟิล

ขนมวาฟเฟิลจะมีเนื้อแป้งฟู สีเหลืองสวยงาม อัดแน่นด้วยไส้ต่างๆ ได้น่าทานเป็นอย่างมาก หลังจากทำเสร็จแล้วพร้อมขายได้เลยรับรองลูกค้าต้องติดใจอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสูตรเบเกอรี่ที่น่าสนใจอย่าง สูตรวาฟเฟิลญี่ปุ่นนุ่มนิ่ม ชิ้นเล็กน่ารัก ตกแต่งด้วยไอศครีม และสตรอเบอร์รี่ รสชาติหวานฉ่ำอร่อยเย็นชื่นใจทานได้ฟินกำลังดี

แจกขนม วาฟเฟิล สูตรเนยสด แสนอร่อยเคี้ยวเพลิน หอมเนยละมุนละไม 

วาฟเฟิล

หากใครชอบทานวาฟเฟิลกลิ่นเนยสดมาทางนี้ เรามีสูตรวาฟเฟิลเนยสด หนึ่งในขนมเบเกอรี่ยอดนิยมที่หอมอบอวลด้วยกลิ่นเนยละมุนละไม โดยส่วนผสมต่างๆ สามารถใช้กับสูตรวาฟเฟิลไส้ทะลักได้ จากนั้นเติมเนยสดรสจืดลงไป 150 กรัม ผสมทุกอย่างให้เข้ากันนำมาเทใส่เครื่องทำวาฟเฟิล รอประมาณ 2 นาที เสร็จแล้ว รอให้ขนมอุ่นๆ พร้อมรับประทานเป็นเมนูเบเกอรี่ง่าย ๆ ในตอนเช้าได้เลย รสชาติอร่อยเคี้ยวมันเคี้ยวเพลินทานคู่กับกาแฟเข้ากันดีสุดๆ

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้

หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้
หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้

หลายคนมองว่าขนมไทยนั้นเป็นขนมที่ทำยาก แต่ความจริงแล้วขนมเหล่านี้บางชนิดก็สามารถทำได้ง่าย ๆ แถมยังใช้วัตถุดิบที่สามารถหาได้ทั่วไปอีกด้วย เพียงแต่ว่าขั้นตอนอาจจะมีความหลากหลายและยุ่งยากเล็กน้อย เนื่องจากขนมเหล่านี้เป็นขนมที่มีรายละเอียดในตัวค่อนข้างเยอะ อย่างเช่นที่เราจะมาแนะนำในวันนี้เป็นขนมพื้นบ้านประจำเพชรบุรีอย่างหม้อแกงถั่ว ขนมโปรดของใครหลายคนที่รับประทานได้เพลิน ๆ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่ม ความหวานผสมกับความมันของไข่ เข้ากันได้ดีกับหอมแดงเจียวที่โรยด้านบน หากไปซื้อรับประทานรับรองว่าไม่อร่อยเท่าทำเองอย่างแน่นอน เพราะหากทำรับประทานเองทุกอย่างนั้นก็จะสดใหม่ เครื่องโรยหน้ายังคงหอมและกรอบอยู่ ในวันนี้เราจึงจะมาแนะนำสูตรและวิธีการทำขนมดังกล่าวให้ได้ลองทำตามกัน

หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้
หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้

วัตถุดิบที่ต้องเตรียมสำหรับการทำขนมกุมภมาศ

เชื่อหรือไม่ว่าขนมหม้อแกงถั่วที่เป็นขนมไทยพื้นบ้านที่สุดแสนจะธรรมดานี้จะมีอีกชื่อที่สวยงามอย่างขนมกุมภมาศ โดยสูตรที่เราจะมาแนะนำในวันนี้จะได้ขนมออกมาประมาณ 1 ถาดกลาง เมื่อแบ่งออกมาแล้วก็จะได้ขนมประมาณ 9 ชิ้นกำลังพอดีสำหรับรับประทานในครอบครัว ประกอบไปด้วย

  1. ถั่วเขียว 200 กรัม นำเอาไปนึ่งหลังจากนั้นให้นำเอาถั่วเขียวสุกมาบดจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน ยิ่งเราบดถั่วได้ละเอียดมากแค่ไหนเนื้อสัมผัสของขนมเราก็จะยิ่งเนียนมากขึ้นเท่านั้น
  2. ไข่เป็ดไซส์ใหญ่จำนวน 5 ฟอง 
  3. ใบเตย 1 กำ นำเอาใบเตยสดมาตัดให้มีขนาดกำลังพอดี ล้างให้สะอาด
  4. น้ำตาลปี๊บ 250 กรัม หากต้องการเพิ่มหรือลดความหวานก็สามารถเพิ่มลดปริมาณน้ำตาลได้ตามต้องการเล็กน้อย 
  5. หัวกะทิ 400 กรัม สามารถใช้ได้ทั้งกะทิคั้นสดเฉพาะส่วนของหัวกะทิหรือจะใช้กะทิสำเร็จรูปทั้งกล่องก็ได้เช่นเดียวกัน
  6. หอมแดงซอย 50 กรัม สามารถปรับปริมาณได้ตามความชื่นชอบ ยิ่งซอยบางเท่าไรเมื่อนำไปเจียวแล้วก็จะยิ่งกรอบมากขึ้นเท่านั้น 
  7. น้ำมันพืช 
หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้
หม้อแกงถั่ว ขนมไทยประจำเพชรบุรีที่สามารถทำเองได้

ขนมหม้อแกงถั่ว สามารถทำได้ในบ้านเพียงแค่มีเตาอบ

หลายคนไม่ทราบว่าขนมหม้อแกงถั่วนั้นมีขั้นตอนการทำอย่างไร ต้องบอกว่ามันเป็นขนมไทยที่แตกต่างจากขนมชนิดอื่นเพราะมันต้องใช้เตาอบ ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีทุกบ้าน ดังนั้นหากไม่มีเตาอบสามารถใช้เตาติ๊งหรือเตาอบลมร้อนแทนได้ แต่อาจจะต้องปรับอุณหภูมิและปริมาณอีกทีเพื่อให้ได้ขนมที่ออกมาสวยกำลังดี ขั้นตอนการทำมีดังนี้

  1. เตรียมเตาอบด้วยไฟอุณหภูมิประมาณ 180 – 200 องศาเซลเซียส
  2. นำกระทะตั้งไฟแล้วเทน้ำมันพืชลงไป เมื่อน้ำมันเริ่มร้อนให้เทหอมแดงลงไปเจียว ในขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังเพราะหอมแดงเป็นพืชที่มีน้ำตาลเยอะ หากไม่ระวังจะสามารถไหม้ได้ง่าย เมื่อได้สีตามที่ต้องการแล้วให้ยกออกทันทีโดยนำไปวางในตะแกรงสะเด็ดน้ำมัน สีของหอมเจียวจะเข้มขึ้นเล็กน้อย
  3. ตอกไข่ลงไปในชามผสม จากนั้นให้นำเอาใบเตยที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในชาม ใช้มือขยำไข่และใบเตยเข้าด้วยกันจนไข่ฟูเป็นฟอง
  4. เมื่อไข่เข้ากันและเป็นฟองแล้วให้ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปแล้วขยำให้น้ำตาลปี๊บละลายเข้ากันดีจนกลายเป็นเนื้อเดียว 
  5. เทกะทิลงไปในชามผสมแล้วขยำอีกรอบให้เข้ากัน จากนั้นให้นำเอาส่วนผสมไปกรองด้วยตะแกรงหรือผ้าขาวบาง ในขั้นตอนนี้ให้หยิบใบเตยออกจากส่วนผสมได้เลย
  6. นำเอาถั่วเขียวบดลงไปผสมในชาม ใช้มือขยำจนส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
  7. นำกระทะตั้งไฟอ่อน เทน้ำมันพืชที่ใช้ทำหอมเจียวลงไป 3 ช้อนโต๊ะ แล้วนำเอาส่วนผสมเทลงไปในกระทะแล้วกวนให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้ให้กวนไปเรื่อย ๆ ห้ามหยุดมือเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นขนมจะไหม้ก้นกระทะ
  8. หลังจากกวนไปซักพักเนื้อขนมจะเหนียวขึ้น ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีให้ทำการเทขนมใส่ลงไปในพิมพ์
  9. นำเอาพิมพ์ที่เต็มไปด้วยขนมใส่ลงไปในเตาอบที่เราทำการวอร์มไว้ตั้งแต่ต้น อบประมาณ 40 นาทีแล้วแต่เตาของแต่ละบ้าน ควรทำการเช็คขนมเรื่อย ๆ ใช้วิธีการเดียวกับการเช็คเค้กนั่นก็คือการนำเอาไม้จิ้มฟันจิ้มลงไป ดูว่าไม้จิ้มฟันมีเศษขนมเปียก ๆ ติดออกมาหรือไม่ หากไม่มี และหน้าขนมแห้งแล้วแปลว่าขนมสุกได้ที่
  10. นำพิมพ์ออกมาจากเตาแล้วพักขนมให้เย็น จากนั้นสามารถตัดแบ่งพร้อมเสิร์ฟรับประทานคู่กับหอมเจียว
Categories
เบเกอรี่

บอกสูตร บราวนี่ ชาเขียว แป้งนิ่ม หน้าฟิล์ม หอมกลิ่นชาเขียวละมุน

บราวนี่ ชาเขียว

ชาเขียวมัทฉะ เป็นชาผงละเอียดที่นอกจากจะนำมาชงเป็นเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถนำมาเป็นวัตถุดิบทำขนมได้ด้วย และขนมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ บราวนี่ ชาเขียว มัทฉะ รสชาติหวานละมุน หอมกลิ่นชาเขียวอ่อนๆ ที่แสดงถึงชาเขียวมัทฉะได้เป็นอย่างดี สำหรับขนมบราวนี่มัทฉะจะนิยมขายตามร้านคาเฟ่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถทานคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ จะช่วยตัดความหวานของขนมได้ลงตัว และแน่นอนว่าขนมแสนอร่อยชนิดนี้สามารถทำเป็นเบเกอรี่โฮมเมดขายได้ด้วย ซึ่งสูตร และขั้นตอนการทำง่ายๆ ไม่ยากอย่างที่หลายๆ คนคิดแน่นอน 

วิธีทำ บราวนี่ ชาเขียว มัทฉะ เนื้อหนึบหนับ หวานอร่อย หอมชื่นใจ 

บราวนี่ ชาเขียว

วันนี้เราจะมาชวนทุกคนทำขนมหวานอร่อยๆ ทานเพื่อคลายร้อนกัน และขนมหวานที่จะทำนั่นก็คือ บราวนี่ชาเขียว เป็นขนมในตระกูลบราวนี่ไวท์ซ็อกโกแลตชิฟ รสชาติหวานอร่อยทานได้ทุกวัย โดยเฉพาะสาวๆ จะชอบมาก เพราะกลิ่นชาเขียวหอมชื่นใจ ในส่วนวัตถุดิบนั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าชั้นนำทั่วไป เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาในการทำขนมมาเริ่มกันเลย โดยเราจะลองทำสูตร บราวนี่ชาเขียวมัทฉะ แป้งนุ่มหนึบ หน้าฟิล์ม รสหวานฉ่ำ 

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

บราวนี่ ชาเขียว
  1. ผงชาเขียวมัทฉะ 50 กรัม
  2. ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
  3. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 150 กรัม
  4. น้ำตาลทราย 80 กรัม
  5. เนยเค็มละลาย 70 กรัม
  6. ไวท์ช็อกโกแลตชิฟ 60 กรัม
  7. ไวท์ช็อกโกแลต 150 กรัม
  8. ไข่ไก่ 2 ฟอง

ในส่วนของอุปกรณ์ทำขนมสไตล์เบเกอรี่ทำเองจะต้องมี ไม้พายซิลิโคน ที่ร่อนแป้ง เครื่องตีแป้ง และอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้อย่าง พิมพ์รูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า เสร็จแล้วเราจะมาเริ่มลงมือทำขนมบราวนี่มัทฉะกันเลย 

บราวนี่ ชาเขียว
  1. ลำดับแรกให้นำไวท์ซ็อกโกแลต เนยเค็ม อุ่นในไมโครเวฟให้ละลาย ใช้เวลาประมาณ 1 นาที หลังจากนั้น ทำการพักไว้ก่อน หลังจากนั้นให้นำภาชนะที่เตรียมไว้ใส่ไข่ น้ำตาลทราย ใช้เครื่องตีให้น้ำตาลละลาย ใส่ไวท์ช็อกโกแลตชิพจะช่วยให้ส่วนผสมหนึบหนับขึ้น ใช้ไม้พายตะล่อมให้เข้ากัน 
  2. นำกระดาษไขที่เตรียมไว้วางรองพิมพ์ เทส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงไป เสร็จแล้วเกลี่ยหน้าให้เรียบ จากนั้นตกแต่งด้วยอันมอนด์สไลด์บางๆ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส เปิดไฟบน-ล่าง เป็นเวลา 25 นาที เมื่อครบเวลาแล้วให้นำออกมาพักไว้ให้เย็น ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ใช้มีดตัดขนมเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนามตามใจชอบ ตักใส่จานเสร็จเรียบร้อย
บราวนี่ ชาเขียว

ขนมบราวนี่ สูตรมัทฉะหากอยากทานให้อร่อยควรนำมาแช่ในตู้เย็นจะช่วยให้รสชาติ และเนื้อสัมผัสของแป้งขนมเย็นฉ่ำทานแล้วเย็นชื่นใจคลายร้อนได้เป็นอย่างดี สำหรับขนมบราวนี่ชาเขียว มัทฉะสามารถตัดเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี และห่อด้วยพลาสติกห่อขนม พร้อมติดโลโก้สวยๆ นำออกขายได้เลย อีกทั้งยังสามารถแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ได้ทานอร่อยๆ อีกด้วย 

เคล็ดลับง่ายๆ ทำขนม บราวนี่ชาเขียว แป้งนุ่มนิ่ม อร่อยตามสูตรดั้งเดิม

บราวนี่ ชาเขียว

สำหรับบราวนี่ ชาเขียว เป็นหนึ่งในเบเกอรี่ยอดนิยม และยังเป็นเมนูเบเกอรี่ง่าย ๆ ที่นำมาทำเป็นสูตรโฮมเมดแล้วรสชาติอร่อยเหมือนสูตรดั้งเดิม แต่อย่างไรก็ตามการทำขนมบราวนี่ให้อร่อยจะต้องใช้ชาเขียวที่มีคุณภาพอย่างชาเขียวมัทฉะจะช่วยให้เนื้อขนมมีสีเขียวสวยงาม เมื่อนำมาผสมกับไวท์ช็อกโกแลตจะทำให้ขนมมีกลิ่นหอมนุ่มละมุนชวนทานมากยิ่งขึ้น ในส่วนของวิธีการผสมแป้งจะต้องร่อนแป้งก่อนจะทำให้เนื้อเนียนนุ่ม แน่นเด้งสุดๆ ดังนั้น ใครที่ชอบทานบราวนี่มัทฉะสามารถนำเคล็ดลับต่างๆ ไปใช้ในการทำขนมได้เลย รับรองว่าขนมอร่อยเหมือนรสดั้งเดิมแน่นอน 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ขนมหวานคลายร้อน ข้าวเหนียวมูน เหนียวนุ่ม ทานคู่กับอะไรก็อร่อย

ข้าวเหนียวมูน

ข้าวเหนียวมูน ถือว่าเป็นเมนูขนมไทย โบราณสุดคลาสสิกที่หลายคนชอบทานเป็นประจำ เพราะขนมมีรสชาติหวานนุ่มลิ้น หอมกลิ่นกะทิสดผสมผสานกับความนุ่มนิ่มของข้าวเหนียวอร่อยลงตัวพอดี ที่สำคัญเราสามารถทำขนมขนิดนี้ทานได้ที่บ้าน โดยไม่ต้องออกจากบ้านไปซื้อทาน เนื่องจากขนมข้าวเหนียวมูนที่ขายตามท้องตลาดได้ปริมาณน้อยนิด และมีราคาแพงอีกด้วย ดังนั้น ใครที่กำลังหาสูตรขนม ไทย ทำ ง่ายๆ แนะนำข้าวเหนียวมูน สูตรโบราณแสนอร่อย ทำง่าย อร่อย อิ่มท้องด้วย 

วิธีทำขนมยอดฮิต ข้าวเหนียวมูน หอมละมุนนุ่มลิ้น มือใหม่ยังทำได้

ข้าวเหนียวมูน

มีหลายคนกำลังคิดอยากทำข้าวเหนียวมูนทานเองที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะทำสูตรไหนดีรสชาติอร่อย และวิธีทำง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก คนที่ไม่เคยเข้าครัวทำขนมมาก่อนก็ทำได้ ขอแนะนำ สูตรข้าวเหนียวมูน 1 กิโลกรัม เป็นสูตร ขนม ไทยที่สามารถทำทานได้ทั้งครอบครัว และหากทานไม่หมดสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานอีกด้วย ซึ่งส่วนผสมของข้าวเหนียวมูนมีดังนี้ 

  1. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กิโลกรัม
  2. สารส้ม 1 ก้อน
  3. หัวกะทิสด 2 ถ้วตวง
  4. น้ำตาล 1 ถ้วยตวง
  5. เกลือป่น 2 ช้อนชา
  6. น้ำใบเตย 7 มิลลิลิตร

สำหรับคนที่เป็นมือใหม่เราจะพาทำสูตรข้าวเหนียวมูนใบเตยกะทิสด เป็นเมนูขนม ไทย ง่ายๆ ที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ส่วนวิธีทําข้าวเหนียวมูน กะทิสดใบเตยมีดังต่อไปนี้

ข้าวเหนียวมูน
  1. นำข้าวเหนียวมาถูด้วยสามารถส้มจะช่วยให้ข้าวขาวเงางามมากขึ้น เสร็จแล้วนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำแล้วขัดด้วยสารส้มอีกครั้ง แช่ไว้ประมาณ 4 ชั่วโมง หรือแช่ไว้ข้ามคืนก็ได้เช่นกัน จากนั้นเทข้าวชเหนียวใส่หวดนึ่งข้าวรอให้สะเด็ดน้ำ นำไปนึ่งด้วยไฟแรง ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วนำมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ ใช้ไม้พายคลุกเคล้าข้าวให้ทั่วถึงกัน
  2. ในลำดับต่อมาจะเป็นการทำน้ำกะทิ โดยนำน้ำกะทิ น้ำตาล และน้ำใบเตยปั่นใส่ลงไปในหม้อที่เตรียมไว้ นำไปตั้งเตา เปิดไฟอ่อนๆ รอให้น้ำกะทิเดือด ปิดไฟ นำกะทิมาเทใส่ข้าวเหนียวนึ่ง คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ทิ้งข้าวให้ดูดน้ำกะทิ ข้าวจะเรียงเม็ด 
  3. ต่อมาเราจะมาทำน้ำทิสำหรับราดขนม เริ่มจากนำหัวกะทิ ผสมกับเกลือเล็กน้อย น้ำตาลทราย ในหม้อเล็กๆ คนให้เข้ากัน จากนั้นไปต้มน้ำให้เดือด ปิดเตา นำออกมาเทใส่ถ้วยเล็กๆ ตักข้าวเหนียวมูนใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมกับน้ำกะทิเข้มข้น 
ข้าวเหนียวมูน

ขั้นตอนการทำขนม โบราณอย่างข้าวเหนียวมูนหากใช้สารส้มถูข้าวก่อนนำไปแช่น้ำจะช่วยให้ข้าวขาวใส แต่แนะนำว่าไม่ควรถูข้าวแรงเกินไป เพราะจะทำให้ข้าวหักได้ หลังจากที่ได้ข้าวสุกแล้วผสมกับน้ำกะทิ น้ำใบเตยจะช่วยให้ข้าวเหนียวมีสีเขียวธรรมชาติเรียงเม็ดสวยงาม รสชาติหวานละมุน หอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆ ทานได้ตลอดวัน และทานอิ่มกันทั้งบ้าน 

แชร์เมนูข้าวเหนียวมูน ทานคู่กับอะไรดี อร่อย หอมละมุนนุ่มลิ้น 

ข้าวเหนียวมูน

การทำข้าวเหนียวมูนด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้ข้าวมาทำขนม หากใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเม็ดจะนุ่มนิ่ม เหมาะกับทำขนมมากที่สุด และจะต้องเลือกใช้หัวน้ำกะทิสดหอมละมุนสุดๆ แต่ถ้าไม่มีน้ำกะทิสดสามารถใช้น้ำกะทิกล่องได้เช่นกัน โดยวิธีทําข้าวเหนียวมูน กะทิกล่องก็ง่ายๆ เพียงแค่ทำตามสูตรข้าวเหนียวมูนกะทิสดได้เลย รับรองว่ารสชาติ หวาน หอมชวนทานแน่นอน เรียกได้ว่าเมนูข้าวเหนียวมูนเป็นขนมไทย ทำเองง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก และอร่อยด้วย นอกจากนี้ข้าวเหนียวมูนยังสามารถนำไปทำเมนูอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวหน้าสังขยา กลิ่นหอมอบอวล หวานนุ่มละมุนทุกคำ 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ

ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ
ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ

ขนมไทยที่เราจะนำมาบอกสูตรให้กับทุกคนในวันนี้คือ “ครองแครงอัญชัน” ขนมรูปร่างละม้ายคล้ายหอยแครง ในปัจจุบันนั้นมีการประยุกต์ใช้สีปรุงแต่งทั้งสีผสมอาหารและสีจากธรรมชาติให้ความหลากหลายทางด้านสีสัน ทำให้เพิ่มความน่ากินขึ้นไปอีก บวกกับรสสัมผัสเหนียวนุ่มละมุนลิ้น เด้งดึ๋งสู้ฟันกันแบบสุด ๆ แถมยังมีรสชาติหวานมันอีกด้วย ยังไม่พอค่ะยังมีความหอมจากกลิ่นกะทิ กลิ่นงาคั่วอีกด้วย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นขนมไทยที่ใครได้กินก็ต้องติดใจกันทุกราย 

ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ
ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ

ส่วนผสมของขนมไทยแสนอร่อย ครองแครงอัญชัน

ก่อนอื่นต้องบอกเลยนะคะว่าขนมครองแครงอัญชันนั้นเป็นขนมที่มีวัตถุดิบในการทำที่หาซื้อได้ง่ายตามตลาดทั่วไป ราคาไม่แพง อีกทั้งบางวัตถุดิบยังสามารถเก็บไว้ทำขนมไทยชนิดอื่นได้ในครั้งต่อไป และบางวัตถุดิบก็เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในครัวของคุณเอง รู้อย่างนี้แล้วเราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าวัตถุดิบมีอะไรบ้าง

  1. งาขาวที่ผ่านการคั่วจนหอมกรุ่น จะคั่วเองหรือจะใช้งาขาวแบบสำเร็จรูปก็ได้นะคะ ใช้ในการโรยหน้าขนม ปริมาณแล้วแต่ชอบของแต่ละคนเลยค่ะ
  2. แป้งข้าวเจ้าวัตถุดิบยอดฮิตในการทำขนม ปริมาณ 1 ถ้วย
  3. แป้งมันแป้งที่ช่วยให้ขนมมีสีโปร่งแสง ปริมาณ 2 ถ้วย
  4. กะทิคั้นสด หรือใช้กะทิกล่องแทนก็อร่อยไม้แพ้กันค่ะ ปริมาณ 1 ลิตร
  5. เกลือป่น วัตถุดิบชูรสหวานให้โดนเด่น กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ปริมาณ 1 ช้อนชา
  6. น้ำตาลทรายขาว ปริมาณ 1 ถ้วย ถ้าชอบหวานก็สามารถเติมได้นะคะ
  7. ดอกอัญชันเพิ่มสีสัน ปริมาณ 20 ดอก
  8. น้ำเปล่า ½ ถ้วย
  9. เนื้อมะพร้าวอ่อน ปริมาณ 1 ลูก
  10. ใบเตยล้างสะอาด มัดรวมกันในปริมาณ 3 ใบ 
ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ
ขนมครองแครงอัญชัน น้ำกะทิหวานมัน เนื้อมะพร้าวกรุบกรับ

ขั้นตอนการทำขนมครองแครงอัญชัน ให้รสชาติหวานมันกลมกล่อม

ขนมที่มีวิธีการทำคล้ายกับบัวลอย แต่จะซับซ้อนกว่านิดหน่อยตรงที่ต้องใช้พิมพ์ในการทำให้ขนมเป็นรูปร่างคล้ายเปลือกหอย คนที่เคยผ่านการทำบัวลอยหรือขนมไทยชนิดอื่น ๆ มาแล้วจะสามารถทำได้อย่างง่ายดายเลยละค่ะ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำก็สามารถทำได้เหมือนกันนะคะ 

  1. นำแป้งมันและแป้งข้าวเจ้ามาผสมให้เข้ากันในภาชนะที่ได้เตรียมไว้ หลังจากนั้นนำแป้งมาแบ่งออกเป็นสองส่วนในปริมาณที่เท่ากัน 
  2. นำดอกอัญชันที่ล้างสะอาดแล้วไปต้มกับน้ำเดือดจนได้สีเข้มตามที่ต้องการ หลังจากนั้นจึงกรองเพื่อแยกดอกอัญชันกับน้ำออกจากกัน จากนั้นเทน้ำร้อนลงในน้ำดอกอัญชันที่เราได้แยกไว้ เทน้ำลงไปจนกว่าจะได้สีที่พึงพอใจและแตกต่างกัน
  3. เทน้ำดอกอัญชันที่ผสมน้ำร้อนแล้วถ้วยแรกใส่ลงไปในแป้งที่เราได้แยกไว้แล้วใช้พายคนเบา ๆ ให้ส่วนผสมเข้ากัน และค่อย ๆ ใช้มือนวดแป้งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจับตัวกันเป็นก้อน 
  4. ทำแบบเดียวกันกับน้ำดอกอัญชันและแป้งที่ได้แยกไว้ เสร็จแล้วเราก็จะได้แป้งกลม ๆ สองก้อนสำหรับใช้ในขั้นตอนต่อไปกันแล้วค่ะ
  5. แบ่งแป้งเป็นชิ้นขนาดประมาณนิ้วก้อย แล้วนำไปกดใส่พิมพ์สำหรับทำครองแครงอัญชันของเราจนทำให้เกิดลายขนมอย่างที่เราเห็น และทำแบบเดียวกันทุกชิ้นจนกว่าแป้งจะหมด 
  6. ตั้งหม้อและรอจนกระทั่งน้ำเดือนจึงค่อยนำครองแครงที่เราทำให้เป็นรูปเป็นร่างแล้วลงไป เมื่อแป้งสุกแล้วจะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ และมีความใสขึ้นค่ะ หลังจากนั้นตักมาพักไว้ในน้ำเย็นทันทีนะคะ แป้งจะได้ไม่ติดกันค่ะ
  7. ขั้นตอนต่อไปจะเป็นขั้นตอนการทำน้ำกะทินะคะ ใส่น้ำกะทิลงไปเลยค่ะ ตามด้วยน้ำตาลทรายขาว เนื้อมะพร้าวอ่อนขูด ใบเตย และเกลือตามลำดับค่ะ ค่อย ๆ คนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน หลังจากนั้นรอจนน้ำกะทิเดือดค่อยแยกใบเตยออกนะคะ
  8. ขั้นตอนสุดท้ายตักครองแครงใส่ถ้วยแล้วราดน้ำกะทิที่ โรยงาขาวตามความชอบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ขนมไทยแสนอร่อยมารับประทานกันที่บ้านอย่างหนำใจแล้วค่ะ แต่สำหรับใครที่อยากทำขายก็สามารถทำได้นะคะ 
Categories
เบเกอรี่

เค้กอร่อยบอกต่อ ชีสเค้กหน้าไหม้ เนื้อเนียนนุ่ม กลิ่นครีมชีสเย้ายวนใจ

ชีสเค้กหน้าไหม้

ชีสเค้กหน้าไหม้ หรือ basque burnt cheesecake มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสเปน เป็นเค้กที่ทำมาจากครีมชีส น้ำตาล ไข่ไก่ ผสมรวมกัน จนได้ขนมชีสเค้กสูตรหน้าไหม้แสนอร่อย ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะเรียกขนมชนิดนี้ว่า basque cheesecake เพราะจุดกำเนิดขนมอยู่ที่เมืองบาสก์ของสเปน ต่อมาขนมชีสเค้กได้ถูกเผยแพร่ไปยังญี่ปุ่น จึงมีการดัดแปลงขนมให้มีรสชาติที่ถูกปาก และรูปลักษณ์ชวนทานมากขึ้น จนทำให้นักท่องเที่ยวนิยมซื้อทานเป็นจำนวนมาก จนหลายๆ คนอยากลองทำขายกันบ้างเลยทีเดียว

ขั้นตอนทำ ชีสเค้กหน้าไหม้ อย่างง่าย ตุ้นทุนน้อย ทำขายกำไรงาม 

ชีสเค้กหน้าไหม้

อีกหนึ่งขนมเค้กยอดนิยมที่สามารถทำขายได้กำไรดีงามตั้งแต่วันแรกที่ขาย อย่าง ชีสเค้ก หน้าไหม้ รสชาติหวานนุ่ม ขมเล็กน้อย เนื้อเค้กแน่นเด้ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลจนห้ามใจไม่ไหวกันเลยทีเดียว แต่ยังมีหลายคนที่ยังสงสัยชีสเค้กหน้าไหม้ต่างจากชีสเค้กธรรมดายังไง คำตอบไม่ยาก เพราะชีสเค้กธรรมดาไม่มีการอบให้หน้าไหม้นั่นเอง ในส่วนวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำสูตรชีสเค้กหน้าไหม้ขาย หรือทำทานกันในครอบครัวอย่างง่ายดังนี้

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม 

ชีสเค้กหน้าไหม้
  1. ครีมชีส 170 กรัม
  2. ไข่แดง 1 ฟอง
  3. น้ำตาลทราย 60 กรัม
  4. แป้งข้าวโพด 5 กรัม
  5. วิปปิ้งครีม 100 ครีม

วัตถุดิบที่เหลือจากการทำขนมชีสเค้ก สูตรหน้าไหม้สามารถเก็บไว้ทำขนมอีกในรอบต่อไปได้ ดังนั้นการทำขนมทานเองถือว่าประหยัดสุดๆ อีกด้วย อีกทั้งยังใช้งบน้อยหากจะทำขายก็ได้กำไรชัวร์ ต่อมาเราจะเข้าสู่วิธีการทำชีสเค้กหน้าไหม้ อบยังไงหน้าเค้กไหม้พอดี ตามไปดูกัน

ชีสเค้กหน้าไหม้
  1. อันดับแรกนำน้ำตาลทราย ผสมกับครีมชีสในภาชนะที่เตรียมไว้ คนส่วนผสมให้เข้ากันจนกว่าน้ำตาลจะละลายเป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นทำการตกไข่ใส่ถ้วยตีไข่ให้เข้ากัน นำมาเติมใส่ครีมชีสที่เตรียมไว้ และตีส่วนผสมให้เข้ากัน ใส่วิปปิ้งครีมคนให้เข้ากัน ตีจนกว่าจะได้ส่วนผสมเนื้อเนียนละเอียด 
  2. ต่อมาให้เตรียมพิมพ์รองด้วยกระดาษไข จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทใส่พิมพ์ ซึ่งพิมพ์ที่ใช้ขนาด 1 ปอนด์ เสร็จแล้วนนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาที หรือหากต้องการให้ขนมหน้าไหม้กว่านี้สามารถปรับอุณหภูมิเป็น 200 องศาเซลเซียส จะทำให้หน้าขนมมีสีน้ำตาลเข้ม 
  3. หลังจากอบเสร็จแล้ว นำมาพักไว้ให้เย็นก่อนนำพลาสติกแรปคุมให้สนิท แล้วนำไปแช่ในตู้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดแล้วให้แกะกระดาษไขออก ตัดขนมเป็นชิ้นๆ ขนาดพอดี พร้อมทานได้

ขนมชีสเค้กสูตรหน้าไหม้อบเสร็จใหม่ๆ จะมีความหอมกรุ่นๆ ของครีมชีสเข้มข้น ผสมผสานกับกลิ่นไหม้อ่อนๆ ได้อย่างลงตัว และมีรสชาติหวานนุ่มลิ้น ขมเล็กน้อยเข้ากันสุดๆ ว่าแต่ขนมชีสเค้กหน้าไหม้กินกับอะไรดีถึงจะอร่อย แนะนำให้ทานคู่กับน้ำชาจะช่วยตัดกับรสชาติหวานของขนมได้อย่างลงตัว 

เทคนิคทำขนมชีสเค้กหน้าไหม้ เนื้อเด้งอร่อย เหมือนทานที่ร้าน 

ชีสเค้กหน้าไหม้

การทำชีสเค้กหน้าไหม้ให้อร่อยเหมือนสูตรต้นตำรับนั้น ถือว่าทำยากมาก ซึ่งหลายคนเจอกับปัญหาทำไมชีสเค้กหน้าไม่ไหม้ เพราะในขั้นตอนการอบนั้นส่วนใหญ่จะใช้อุณหภูมิต่ำเกินไป ซึ่งปกติแล้วขนมชีสเค้กหน้าไหม้จะต้องใช้อุณหภูมิ 190-200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที จะได้ขนมหน้าไหม้สีน้ำตาลเข้ม หลังจากที่อบเสร็จแล้วจะต้องพักขนมให้เย็นสนิท และนำเข้าตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะทำให้เค้กเซ็ตตัว เนื้อแน่นเด้งมากขึ้น 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมไทย

ขนมเกสรลำเจียก ขนมพื้นบ้าน ไส้หวานกรุบกรอบ หอมกลิ่นใบเตย

ขนมเกสรลำเจียก

จังหวัดอ่างทองไม่ได้มีแค่สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เท่านั้น แต่ยังมีขนมหวานแสนอร่อย อย่าง ขนมเกสรลำเจียก สอดไส้มะพร้าวขูด กลิ่นหอมยั่วยวนใจคนที่ผ่านไปผ่านมาสุดๆ สำหรับขนมไทยลำเจียกสามารถซื้อทานร้อนๆ จากเตาได้เลยยิ่งอร่อย ส่วนราคาต้องบอกเลยว่าคุ้มค่า คุ้มราคาแน่นอน ส่วนขั้นตอนการทำขนม เกสร ลำเจียกไม่ยุ่งยาก และไม่ซับช้อน ใครที่คิดอยากทำทานเองก็ได้ เพียงแค่มีกระทะหนึ่งอันก็สามารถทำขนมได้สบายมาก หรืออยากลองทำขายออนไลน์ก็ขายดีกำไรปังชัวร์ 

ขั้นตอนทำ ขนมเกสรลำเจียก สูตรโบราณ นุ่ม หอม กรุบกรอบ 

ขนมเกสรลำเจียก

ขนมพื้นบ้านแสนอร่อยต้องยกให้ ขนม เกสรลำเจียก เป็นขนมที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่คัดสรรมาอย่างดี จึงทำให้รสชาติของขนมมีความหวาน หอม ไส้มะพร้าวกรุบกรอบละมุนลิ้นจนอดใจไม่ไหวต้องทำทานเองเลยทีเดียว ดังนั้นเพื่อเอาใจสายขนมไทย โบราณพื้นบ้าน เราจะมาแจกสูตรขนม ดอก ลำเจียกแป้งนุ่ม โดยมีวัถุดิบ และส่วนผสมดังนี้ 

  1. แป้งข้าวเหนียว 1 ½ ถ้วยตวง
  2. น้ำเปล่า ½ ถ้วยตวง
  3. มะพร้าวขูดทึนทึก 1 ถ้วยตวง
  4. น้ำใบเตย ¼ ถ้วยตวง
  5. น้ำตาลทราย ¼ ถ้วยตวง

อุปกรณ์ที่ใช้ทำขนมเกสร ลำเจียก ได้แก่ เทียนอบ กระทะทองเหลือง และไม้พาย ส่วนสีผสมอาหารจะใช้สีจากธรรมชาติ อย่าง น้ำอัญชัน และน้ำใบเตย เพื่อเพิ่มสีสันให้ขนม หวาน ไทยน่าทานยิ่งขึ้น 

ขนมเกสรลำเจียก
  1. นำแป้งข้าวเหนียวใส่ในภาชนะที่มีฝาปิด ทำการอบด้วยควันเทียนไว้ประมาณ 15-30 นาที เสร็จแล้วใส่น้ำลงไปทีละน้อย ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จนกว่าจะได้แป้งเนื้อเนียนละเอียด จากนั้นคลุมด้วยผ้าขาวบาง เพื่อป้องกันไม่แป้งแห้ง แป้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ใส่น้ำอัญชัญและน้ำใบเตยลงไป นวดให้เข้ากันอีกครั้ง 
  2. ต่อมาจะเป็นการทำไส้ขนมด้วยการนำแป้งข้าวเหนียว ½ ช้อนโต๊ะ และน้ำเปล่า ½ ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ใส่มะพร้าวทึนทึก น้ำใบเตย ลงในกระทะทองเหลือง ยกตั้งไฟอ่อนๆ ใช้ไม้พายกวนจนกว่าน้ำจะงวดลง และเนื้อมะพร้าวสุก เทแป้งที่ผสมไว้ลงไป กวนให้เข้ากันจนกว่าเนื้อมะพร้าวจะเกาะกันเป็นก้อนเล็กน้อย จากนั้นนำมาเทใส่ถาดคลึงแป้งเป็นแท่งความยาวประมาณ 3 นิ้ว จัดใส่จานเตรียมพักไว้ก่อน 
  3. นำกระทะที่เตรียมไว้ตั้งไฟอ่อนๆ ให้กระทะร้อนให้ยีแป้งผ่านกระชอนถี่ๆ ให้แป้งบางเสมอกัน หลังจากที่แป้งเริ่มเกาะกันดีแล้วให้วางไส้ตรงขอบแป้งด้านใดด้านหนึ่ง เสร็จแล้วใช้มือม้วนให้แน่น ห่อไส้ให้มิดชิด นำมาวางไว้บนจานไว้พร้อมทาน
ขนมเกสรลำเจียก

เป็นอันเสร็จแล้วกับขนมเกสรลําเจียก สูตรแป้งนุ่ม หนึ่งในสูตร ขนม ไทย สีสันสดใส รสชาติหวานละมุน เนื้อสัมผัสกรุบกรอบอร่อยโดนใจคนทั้งครอบครัว อีกทั้งขนมเกสรลำเจียกสามารถทำขายตามตลาดนัดแถวบ้านได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเป็นขนมไทย ทำเองที่มีความแปลกใหม่อร่อยจนลูกค้าติดอกติดใจต้องกลับมาซื้อซ้ำกันทุกราย 

หมายเหตุ! ทำขนมเกสรลำเจียก แป้งนุ่มนิ่ม เหมือนซื้อทานจากร้านดัง 

ขนมเกสรลำเจียก

เกสรลำเจียก ถือว่าเป็นขนม ไทย ทำ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องใช้ส่วนผสมเยอะเหมือนขนมชนิดอื่น แถมรสชาติอร่อยไม่จำเจทานได้ทุกวัน ส่วนวิธีการทำขนมให้มีกลิ่นหอมอบอวลจะต้องนำแป้งไปอบควันเทียนทิ้งไว้นานข้ามคืน และในขั้นตอนนวดแป้งจะนวดให้แป้งจับกันเป็นก้อนขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลือง เสร็จแล้วนำแป้งไปโรยในกระทะด้วยไฟอ่อนๆ ขนมจะเนื้อนุ่มอร่อย และต้องรีบใส่ไส้ลงไปหลังจากแป้งเริ่มเกาะกันดี เพราะหากปล่อยแป้งไว้นานเกินไปแป้งจะกรอบแตกไม่สามารถห่อได้นั่นเอง หลังจากที่ได้ดูเคล็ดลับการทำขนม ไทย ง่ายๆ อย่างเกสรลำเจียกไปแล้ว หวังว่าทุกคนจะสนุกกับการทำขนมด้วยตัวเองในครั้งนี้ 

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
เบเกอรี่

แจกเมนูสายสุขภาพ คุกกี้ธัญพืช กรอบอร่อย และมีประโยชน์มากมาย

คุกกี้ธัญพืช

มีหลายคนหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ซึ่งการมีสุขภาพที่ดีนั้นขึ้นอยู่กับการทานอาหารเป็นหลัก ดังนั้นการเลือกทานอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารว่างจะต้องเลือกเมนูที่ไม่มีไขมัน ไม่หวาน ว่าแต่ของว่างที่ทานแล้วได้สุขภาพดี ต้องยกให้ คุกกี้ธัญพืช ไร้แป้ง ไม่มีน้ำตาล แคลน้อย พลังานสูง ในส่วนธัญพืชใส่คุกกี้ มีอะไรบ้าง อาทิ เมล็ดฟักทอง อัลมอนด์สไลด์ ข้าวโอ๊ต เป็นต้น สำหรับเมนูนี้สามารถทำทานเองได้อย่างง่าย และสามารถเก็บไว้ทานวันต่อๆ ไป ได้เช่นกัน

วิธีทำ เมนู คุกกี้ธัญพืช สูตรไร้แป้ง หอมกรอบ แคลน้อย สไตล์โฮมเมด 

คุกกี้ธัญพืช

สายสุขภาพชอบทานอาหารว่างรองท้องก่อนออกกำลังกาย ขอแนะนำ เมนูคุกกี้ธัญพืช สูตรไร้แป้ง ปริมาณแคลอรี่ต่ำ ไม่มีน้ำตาล ทำให้ทานแล้วไม่อ้วน แถมยังช่วยให้อิ่มท้องไม่หิวระหว่างออกกำลังกายแน่นอน นอกจากนี้ขนมคุกกี้ธัญพืชเพื่อสุขภาพยังสามารถทำเองได้โดยไม่ต้องซื้อทานอีกด้วย และข้อดีของการทำขนมทานเองสามารถเลือกธัญพืชได้ตามใจชอบ ซึ่งวิธีทำคุกกี้ธัญพืชไร้แป้งไม่ยาก คนที่ไม่เคยทำขนมสามารถทำทานได้สบายๆ ชิลล์ๆ อิ่มอร่อยทั้งวัน

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

คุกกี้ธัญพืช
  1. เมล็ดฟักทอง 40 กรัม
  2. ข้าวโอ๊ต 50 กรัม
  3. อัลมอนด์สไลด์ 80 กรัม
  4. น้ำมันมะพร้าวอบแห้ง 40 กรัม
  5. แครนเบอร์รี่อบแห้ง 50 กรัม
  6. เมล็ดเจีย 15 กรัม
  7. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  9. เกลือเล็กน้อย
  10. ไข่ขาว 1 ฟอง

สำหรับส่วนผสมขนมธัญพืชที่กล่าวมาข้างต้นเป็นสูตรคุกกี้ธัญพืชข้าวโอ๊ตผสมธัญพืชชนิดอื่นด้วย จะทำให้ขนมมีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น และในระหว่างที่เตรียมทำขนมเราสามารถวอร์มเตาอบรอได้เลย ว่าแต่คุกกี้ธัญพืชไร้แป้ง อบกี่นาที ขนมสุกกรอบ แนะนำให้อบ 15-20 นาที เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุด 

คุกกี้ธัญพืช
  1. นำข้าวโอ๊ต อัลมอนด์ มะพร้าวอบแห้ง เมล็ดฟักทอง เกลือ ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้ คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ใส่น้ำมันมะพร้าวลงไป เสร็จแล้วนำไปเทใส่ถาดอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที พักไว้ให้เย็น 
  2. นำไข่ขาวใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ ใส่น้ำผึ้งลงไป ผสมให้เข้ากัน จากนั้นธัญพืชที่เตรียมไว้ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตามด้วยเมล็ดเจือ และแครนเบอร์รี่อบแห้ง คนให้เข้ากัน เตรียมถาดอบใช้กระดาษไขรองถาด ตักส่วนผสมธัญพืชใส่ลงไป ขนมพอดีคำ กดให้แบน กลมเล็กน้อย นำธัญพืชเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 150 องศาเซียลเซียส ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้ว พร้อมเสิร์ฟ
คุกกี้ธัญพืช

ขนมคุกกี้ธัญพืชไร้แป้งสามารถทานได้ทุกวัน และไม่ทำให้น้ำเพิ่มขึ้น สาวๆ คนไหนที่กำลังลดน้ำหนักอย่างเร่งด่วนต้องทานคุกกี้ข้าวโอ๊ต ธัญพืชที่มีแต่ประโยชน์ต่อร่างกาย แถมปริมาณแคลน้อย รับรองว่าผอม หุ่นดีแน่นอน นอกจากนี้ขนมเพื่อสุขภาพสูตรคุกกี้ธัญพืชไร้แป้งยังสามารถทำเก็บไว้ทานได้นานเป็นสัปดาห์ โดยนำขนมที่อบเสร็จแล้วนำมาพักไว้ให้เย็นใส่ขวดโหลที่มีฝาปิดสนิท เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องจะช่วยให้ขนมกรอบนาน และรสชาติอร่อยเหมือนเดิม 

ขนมคุกกี้ธัญพืชไร้แป้ง ขนมสุขภาพ กรอบอร่อย อัดแน่นด้วยประโยชน์ 

คุกกี้ธัญพืช

ขนมคุกกี้ธัญพืชที่เราทำทานกันนั้น เป็นขนมสูตรไร้แป้ง ไม่มีไขมัน จึงทำให้สามารถรับประทานได้ในปริมาณมาก โดยไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่จะช่วยเสริมสร้างร่างกายสุขภาพดีมากขึ้น ว่าแต่ขนมคุกกี้ธัญพืชมีประโยชน์อย่างไรบ้าง ต้องบอกเลยว่าสูตรคุกกี้ธัญพืชรวมมิตรที่ทำนั้นอุดมไปด้วยไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่ายง่ายขึ้น มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี ช่วยป้องกันหลายโรค ส่วนเมล็ดอัลมอนด์ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ กระตุ้นการทำงานของสมอง พร้อมบำรุง และลดริ้วรอยบนใบหน้า เผยผิวสวยอ่อนกว่าวัย 

อ่านบทความอื่นๆ: